News
ไข้เลือดออก อาการไข้เลือดออก ภัยเงียบคร่าชีวิตคนนับร้อยภายในไม่กี่วัน ไข้เลือดออก บางคนเดินเข้าโรงพยาบาลไปนอนรักษาง่ายๆ ไม่กี่วันก็กลับบ้าน แต่บางคนสามารถมีอาการหนักจนถึงขั้นเข้าห้องไอซียู ให้เลือด ให้น้ำเกลือ หากร่างกายอ่อนแอจนไม่สามารถต้านทานไหว หรือเข้าสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ก็อาจเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่วันได้เช่นกัน  ปัจจุบันไข้เลือดออกกำลังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศไทย เพราะแต่ละปีมีผู้ป่วยจากทุกภาคเป็นจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และโรคนี้มักระบาดมากในฤดูฝนเพราะมียุงลายชุกชุม ไข้เลือดออก คือ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกีซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง มียุงลายเป็นพาหะนำโรค กล่าวคือ ยุงลายจะกัดคนที่เป็นโรคไข้เลือดออกก่อนแล้วจึงไปกัดคนที่อยู่ใกล้เคียงก็จะเป็นการแพร่เชื้อให้คนอื่นๆ ต่อไป  การติดต่อของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก มักติดต่อจากคนไปสู่คน ซึ่งมียุงลายเป็นตัวพาหะที่สำคัญ (Aedes aegypt) โดยยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี จากนั้นเชื้อจะเข้าไปฟักตัวและเพิ่มจำนวนในตัวยุงลาย ทำให้มีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวของยุงตลอดระยะเวลาของมันประมาณ 1 - 2 เดือน แล้วถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนที่ถูกกัดได้ ยุงลายเป็นยุงที่อาศัยอยู่ในบริเวณบ้าน มักออกกัดเวลากลางวัน มีแหล่งเพาะพันธุ์ คือ น้ำนิ่งที่ขังอยู่ในภาชนะเก็บน้ำต่างๆ อาทิ โอ่ง แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ชาม กระป๋อง หม้อ ยางรถยนต์ หรือกระถาง เป็นต้น โรคไข้เลือดออก พบโดยมากในฤดูฝน เนื่องจากในฤดูนี้เด็กๆ มักจะอยู่บ้านมากกว่าฤดูอื่นๆ อีกทั้งยุงลายยังมีการแพร่พันธุ์มากในฤดูฝน ซึ่งในเมืองใหญ่ๆ อย่าง กรุงเทพฯ อาจพบโรคไข้เลือดออกนี้ได้ตลอดทั้งปี ไข้เลือดออก อันตรายถึงชีวิต ผู้ป่วยบางรายแค่มีอาการไข้ขึ้นสูง พอไข้ลดก็กลับบ้านได้เลย แต่ผู้ป่วยบางรายอาการหนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่เชื้อที่ได้รับ และภูมิต้านทานโรคของตัวผู้ป่วยเอง จึงทำให้ความรุนแรงของอาการไข้เลือดออกในแต่ละคนไม่เท่ากัน ช่วงที่อันตรายที่สุด ของโรคไข้เลือดออก ในช่วงที่รักษาตัวจนไข้ลด ภายใน 48 ชั่วโมง ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจเกิดอาการช็อก หรือเลือดออกตามร่างกาย ซึ่งสาเหตุจากการเสียชีวิตในโรคนี้ก็มาจากอาการช็อก ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง (แม้เราจะไม่เห็นผู้ป่วยมีอาการขาดน้ำจากภายนอกแต่ย่างใด) น้ำในหลอดเลือดจะไหลไปอยู่ในเนื้อเยื่อข้างเคียง ความดันเลือดลดลง จนเกิดอาการช็อกตามมา แต่หากไม่แสดงอาการใดๆ ก็จะถือว่าปลอดภัยแล้ว ลักษณะของยุงลาย ยุงลายที่เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก คือ ยุงลายตัวเมีย มีลักษณะเป็นลายสีขาวสลับดำที่ท้อง ลำตัวและขา พบมากตามบ้านอยู่อาศัยและในสวน ออกหากินในเวลากลางวันและขยายพันธุ์โดยวางไข่ในน้ำนิ่ง พบบ่อยตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น โอ่งน้ำ แจกันดอกไม้ จานรองขาตู้กับข้าว ยางรถยนต์เก่า และเศษวัสดุอื่นๆ เป็นต้น   อาการของโรคไข้เลือดออก แบ่งเป็น 3 ระยะได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลันและไข้จะสูงลอยตลอดเวลาอยู่ประมาณ 2-7 วัน กินยาลดไข้ ไข้มักจะไม่ลด หน้าแดง ตาแดง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ กระหายน้ำ เบื่ออาหาร อาเจียน ซึม บางรายอาจปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวาหรือปวดท้องทั่วไป และอาจมีท้องผูกหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย ส่วนมากมักไม่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลหรือไอมากแต่บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ คอแดงและไอเล็กน้อยประมาณวันที่ 3 อาจมีผื่นแดง ไม่คันขึ้นตามแขนขาและลำตัวอยู่ประมาณ 2-3 วัน บางรายอาจมีจ้ำเขียวหรือจุดเลือดออกเกิดขึ้นซึ่งมีลักษณะเป็นจุดสีแดงเล็กๆ ขึ้นตามหน้า แขนขา ซอกรักแร้ ในช่องปาก และอาจคลำพบตับโตกดเจ็บเกิดขึ้นได้ ในระยะนี้ถ้ามีอาการรุนแรงจะปรากฏอาการระยะที่ 2 ต่อไป ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก อาการมักจะเกิดช่วงวันที่ 3 - 7 ของโรคซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤต โดยอาการไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วแต่ผู้ป่วยมักมีอาการทรุดหนักและมีภาวะช็อกเกิดขึ้น คือ กระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ความดันเลือดต่ำ ซึม นอกจากนี้อาจมีเลือดออกตามผิวหนังหรือมีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้น เลือดกำเดาไหล อาเจียน และถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นสีกาแฟ ระยะนี้กินเวลาประมาณ 24 – 48 ชม. ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีอาจอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ถ้าผู้ป่วยสามารถผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว ในรายที่ได้รับการรักษาถูกต้องและทันท่วงที ภาวะช็อกไม่รุนแรงอาการต่างๆจะเริ่มดีขึ้น และอาการที่แสดงว่าผู้ป่วยดีขึ้น คือ เริ่มรับประทานอาหารได้ ลุกนั่งได้ และร่างกายจะค่อยๆฟื้นตัวสู่สภาพปกติ ระยะนี้อาจกินเวลาประมาณ 2-3 วัน รวมระยะเวลาของโรคไข้เลือดออกที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนประมาณ 7-10 วัน การรักษาโรคไข้เลือดออก การรักษา โรคไข้เลือดออก นั้นยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะตัวสำหรับกำจัดเชื้อไวรัสเดงกี การรักษาตามอาการจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำมากที่สุด ในขั้นแรกเมื่อมีไข้สูงจะให้ยาพาราเซตามอล ห้ามให้ใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดออกรุนแรงขึ้น หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ใช้ยาแก้คลื่นไส้และให้ดื่มน้ำเกลือแร่ หรือน้ำผลไม้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อย รวมถึงสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะช็อคได้ ซึ่งภาวะช็อคส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงที่ไข้ลด ผู้ปกครองควรทราบอาการ ได้แก่ อาการปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลง มีอาการกระสับกระส่าย หรือเซื่องซีม มือเท้าเย็นพร้อมๆ กับไข้ลด หน้ามืด เป็นลมง่าย หากเกิดอาการเช่นนี้ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที การป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงลายกัด 1. นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด 2. จุดยากันยุงหรือใช้ยาทาหรือยาฉีดกันยุง และควรใช้อย่างระมัดระวัง 3. ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่อับลมหรือเป็นมุมมืด มีแสงสว่างน้อย 4. หมั่นอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพราะเหงื่อจะดึงดูดให้ยุงกัดมากขึ้น วิธีควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทำได้ดังนี้ 1. กำจัด - ทำลาย - ฝัง - เผา เศษภาชนะที่ไม่ใช้ภายในบ้านและบริเวณรอบบ้านไม่ให้มีน้ำขัง 2. ควรปิดฝาโอ่งน้ำดื่ม น้ำใช้ ให้สนิท 3. ใส่ผงซักฟอกหรือน้ำส้มสายชูหรือเกลือแกงหรือขี้เถ้าหรือทรายอะเบต หรือเทน้ำเดือดลงในจานรองขาตู้ทุกสัปดาห์ 4. ใส่ปลาหางนกยูงลงในอ่างบัว ถังเก็บน้ำในห้องน้ำเพื่อกินลูกน้ำ  5. ขัดล้างภาชนะเก็บกักน้ำ เพื่อขจัดยุงลาย 6. เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ทุก 7 วัน เพื่อทำลายไข่ยุงลาย 7. ทำความสะอาดรางระบายน้ำฝนให้สะอาด 8. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบบ้าน ชุมชน ให้สะอาด การดูแลตนเอง 1. ในระยะ 2 - 3 วันแรกของการเป็นไข้ถ้ายังรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ ไม่อาเจียน ไม่ปวดท้อง ไม่มีจ้ำเลือดขึ้นและยังไม่มีอาการเลือดออกหรือภาวะช็อกเกิดขึ้น ควรปฏิบัติดังนี้ - ให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากๆ - หากมีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆและให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ผู้ใหญ่กิน 1-2 เม็ด เด็กโต ½ - 1 เม็ด เด็กเล็กใช้ชนิดน้ำเชื่อม 1- 2 ช้อนชา ถ้ายังมีไข้รับประทานซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง ห้ามให้ยาแอสไพริน โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้ง่ายขึ้น - ถ้าเป็นผู้ป่วยเด็กและเคยชัก ควรให้รับประทานยากันชักไว้ก่อน - รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก และดื่มน้ำมากๆ - เฝ้าสังเกตอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด 2. ถ้าผู้ป่วยอาเจียนมากหรือมีเลือดออกหรือมีภาวะช็อกเกิดขึ้นควรรีบส่งโรงพยาบาล เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยว ไข้เลือดออก ถึงแม้ว่าเราจะรู้สาเหตุว่า 'โรคไข้เลือออก' นั้นเกิดมาจากอะไร และควรที่จะปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลสิ่งเหล่านั้นอย่างไร แต่ก็ยังข้อมูลอีกไม่น้อยที่เป็นความเชื่อผิด รวมถึงสิ่งที่ยังไม่รู้อีกมาก วันนี้เราจะลองเอาให้ได้ทบทวนกันอีกครั้ง เพื่อให้การป้องกันไข้เลือดออกสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 1. เมื่อเป็นไข้เลือดออกแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีก จริงๆ เรื่องนี้ก็มีทั้งถูกและผิด เพราะเมื่อเป็นไข้เลือดออกครั้งแรกแล้ว ร่างกายของเราก็จะมีภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก แต่ ! เชื้อไว้รัสที่เป็นต้นตอของไข้เลือดออกนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์ หากติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้วก็จะมีภูมิคุ้มกันของสายพันธ์นั้น ถ้าหากเราติดเชื้อเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กันกับในตอนแรก ภูมิคุ้มกันที่มีก็จะป้องกันสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ได้ทั้งหมด ก็อาจทำให้เป็นไข้เลือดออกได้อีก และอาจรุนแรงกว่าเดิมมาก  2. กลุ่มอายุที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก จากเก็บรวบรวมข้อมูล ก็ยังพบว่ากลุ่มอายุที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกสูงสุด คือ กลุ่มอายุ 10 - 14 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 5 - 9 ปี , 15 - 24 ปี , 25 - 34 ปี ปิดท้ายด้วยกลุ่มอายุ 0 - 4 เดือน ซึ่งผู้ป่วยที่พบได้มากที่สุดจะเป็น นักเรียน ฉะนั้น เมื่อต้องใช้ชีวตอยู่ในโรงเรียนก็ต้องระมัดระวังไม่ให้อยู่กัด หรืออยู่ในบริเวณน้ำขังที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงได้ 3. ถึงมีผู้ป่วยมาก แต่ก็ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ รู้กันดีว่าโรคไข้เลือดออกนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งตอนนี้ทางการแพทย์ยังไม่มียาสำหรับฆ่าเชื้อให้หายได้ 100% เปอร์เซ็นต์ ทำได้เพียงรักษาไปตามอาการ ทั้งยังต้องเฝ้าระวังภาวะช็อกและเลือดออกอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์ก็จะมีหลักในการรักษา คือ ให้ยาพาราเซตามอลในระยะที่มีไข้สูง ห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้อาการเลือดออกรุนแรงขึ้น ดูการเปลี่ยนแปลงของเกร็ดเลือดเป็นระยะ และมีให้สารน้ำชดเชยเพราะผู้ป่วยจะเบื่ออาหาร มีอาการอาเจียน ทำให้ขาดน้ำและโซเดียม นอกจากนั้น ยังต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย   อ้างอิง กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข.(2544).แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคไข้เลือดออกเดงกี. กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรคติดต่อ. สีวิกา แสงธาราทิพย์ ศิริชัย พรรณธนะ. (2543). โรคไข้เลือดออก. (พิมพ์ครั้งที่ 2). พิมพ์ที่บริษัทเรดิเอชั่น จำกัด : สำนักงานควบคุมโรคไข้เลือดออกกรมควบคุมโรคติดต่อกระทรวงสาธารณสุข สุจิตรา นิมมานนิตย์. (2542). โรคไข้เลือดออก. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทย   ออกแบบโดย : งานการศึกษาต่อเนื่อง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร. 0-2201-2256-7 งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้เรียบเรียง นางรุ่งฤดี จิณณวาโส และ นางภัทราพร พูลสวัสดิ์ จัดทำโดยหน่วยแนะแนวและปรึกษาปัญหาสุขภาพ โทร. 0-2201-2520 ขอบคุณข้อมูล จาก ramaclinic และ sanook.com ไข้เลือดออก อาการไข้เลือดออก ภัยเงียบคร่าชีวิตคนนับร้อยภายในไม่กี่วัน - 18/06/2019
รู้หรือไม่? ว่าการนั่งทำงานในออฟฟิศเฉยๆ เป็นเวลานาน ก็เสี่ยง...   รู้หรือไม่? ว่าการนั่งทำงานในออฟฟิศเฉยๆ เป็นเวลานาน ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายได้เหมือนกัน … หากคุณเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่ทุ่มเทเวลาและแรงกายในการทำงาน จนเริ่มมีอาการปวดตามหลัง ไหล่ คอ ปวดหัว ปวดตา แล้วล่ะก็ อย่าได้มองข้ามเชียว เพราะเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของโรค “ออฟฟิศซินโดรม” ซึ่งถ้าไม่บำบัดรักษา หรือป้องกันตั้งแต่ต้น ก็อาจการกลายเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพในภายหลังได้   อาการของออฟฟิศซินโดรมมีอะไรบ้าง? ปวดศีรษะ อาจปวดร้าวถึงตา และมีอาการปวดไมเกรนบ่อยๆ เนื่องจากการใช้สายตามาก มีความเครียดสะสม ความวิตกกังวล และพักผ่อนไม่เพียงพอ ปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ เช่น ปวดหลัง ไหล่ ต้นคอ แขน ข้อมือ นิ้วมือ จากการนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ หากปล่อยไปโดยไม่แก้ไข จะกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นอยู่เฉยๆ ก็ปวดขึ้นมาเองได้ มีอาการเจ็บ ตึง และชา ตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งพัฒนามาจากอาการปวดเรื้อรัง อาการเหล่านี้เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ มีเอ็นอักเสบทับเส้นประสาท หรือเส้นประสาทตึงตัว จนกลายเป็นอาการชาตามมือตามแขน เส้นยึด และนิ้วล็อค ตามมา อาการเหน็บชาและแขนขาอ่อนแรงบ่อยๆ เกิดจากการนั่งนานเกินไป จนการไหลเวียนเลือดผิดปกติ นอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท เกิดจากความเครียด รวมถึงมีอาการปวดเมื่อย และปวดหัวมารบกวนในเวลานอนเป็นระยะ   อาการของออฟฟิศซินโดรม หากปล่อยไว้โดยไม่บำบัด หรือไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายตามมา เช่น เสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังคด และแขนขาอ่อนแรง ถ้ารุนแรงมากอาจทำให้เดินไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัด หรือผ่าตัดเลยทีเดียว เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า อันมาจากความเครียดสะสม ความกดดัน และบรรยากาศไม่ดีในที่ทำงาน เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง จากการทานอาหารจุบจิบในเวลาทำงาน และไม่มีเวลาออกกำลังกาย   สาเหตุของออฟฟิศซินโดรม เกิดจากการนั่งทำงานในอิริยาบถเดิมนานๆ และไม่มีการยืด ขยับปรับเปลี่ยนท่าทาง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เกิดจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป การเพ่งใช้สายตามากๆ บวกกับรังสีจากจอภาพ ทำให้เกิดอาการปวดหัวปวดตาได้ สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เหมาะสม เช่น ออฟฟิศแออัด อากาศไม่ถ่ายเท โต๊ะเก้าอี้ไม่เหมาะกับสรีระ อุปกรณ์ในออฟฟิศเต็มไปด้วยฝุ่น เป็นต้น งานหนักเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน บวกกับสังคมในที่ทำงานเป็นพิษ ทำให้เกิดความเครียดได้   การรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม อันดับแรก หากเริ่มรู้สึกเมื่อยล้า ควรพักการทำงานเพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมอง เช่น ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เดินไปสูดอากาศด้านนอกบ้าง ไม่ควรนั่งทำงานติดกันนานเกินไป หมั่นออกกำลังกาย เพื่อยืดและคลายกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน นอกจากจะช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ป้องกันเอ็นและข้อยึดแล้ว ยังช่วยผ่อนคลายความเครียด และเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายด้วย ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น เปลี่ยนโต๊ะและเก้าอี้ให้เหมาะกับสรีระ ทำความสะอาดออฟฟิศให้โล่งและอากาศถ่ายเทมากขึ้น หากมีอาการรุนแรงแล้ว และไม่สามารถรักษาได้ในเวลาอันสั้น อาจตัดสินใจพักงานหรือเปลี่ยนงาน เพื่อไม่ให้อาการเลวร้ายลงกว่าเดิม รักษาโดยใช้ยา เช่น ยาบรรเทาอาการกล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ ยาคลายเครียด ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ และให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้เท่านั้น หากอาการรุนแรงถึงขั้นขยับร่างกายลำบาก หรือเดินไม่ได้ อาจต้องใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟู หรือทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย รักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น การฝังเข็ม การนวดกดจุด เป็นต้น   ออฟฟิศซินโดรมป้องกันได้อย่างไร? ควรจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ดี และเป็นมิตรแก่ผู้ทำงานแต่แรก ทั้งด้านสถานที่ทำงาน เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ และสังคมในออฟฟิศ จัดท่าทางหรืออิริยาบถเวลานั่งทำงานให้เหมาะสม เช่น ไม่นั่งหลังคอหรือเกร็งเกินไป ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อแข็งแรง และเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน พักผ่อนให้เพียงพอ จัดสรรเวลางานและเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน หากมีโอกาสควรหาเวลาพักร้อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ​​​​​​​ ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก  https://www.honestdocs.co/ คุณรู้จักโรคออฟฟิศซินโดรม หรือไม่ - 13/06/2019
รู้หรือไม่? ว่าการนั่งทำงานในออฟฟิศเฉยๆ เป็นเวลานาน ก็เสี่ยง...
รู้หรือไม่? ว่าการนั่งทำงานในออฟฟิศเฉยๆ เป็นเวลานาน ก็เสี่ยง...   รู้หรือไม่? ว่าการนั่งทำงานในออฟฟิศเฉยๆ เป็นเวลานาน ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายได้เหมือนกัน … หากคุณเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่ทุ่มเทเวลาและแรงกายในการทำงาน จนเริ่มมีอาการปวดตามหลัง ไหล่ คอ ปวดหัว ปวดตา แล้วล่ะก็ อย่าได้มองข้ามเชียว เพราะเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของโรค “ออฟฟิศซินโดรม” ซึ่งถ้าไม่บำบัดรักษา หรือป้องกันตั้งแต่ต้น ก็อาจการกลายเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพในภายหลังได้   อาการของออฟฟิศซินโดรมมีอะไรบ้าง? ปวดศีรษะ อาจปวดร้าวถึงตา และมีอาการปวดไมเกรนบ่อยๆ เนื่องจากการใช้สายตามาก มีความเครียดสะสม ความวิตกกังวล และพักผ่อนไม่เพียงพอ ปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ เช่น ปวดหลัง ไหล่ ต้นคอ แขน ข้อมือ นิ้วมือ จากการนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ หากปล่อยไปโดยไม่แก้ไข จะกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นอยู่เฉยๆ ก็ปวดขึ้นมาเองได้ มีอาการเจ็บ ตึง และชา ตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งพัฒนามาจากอาการปวดเรื้อรัง อาการเหล่านี้เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ มีเอ็นอักเสบทับเส้นประสาท หรือเส้นประสาทตึงตัว จนกลายเป็นอาการชาตามมือตามแขน เส้นยึด และนิ้วล็อค ตามมา อาการเหน็บชาและแขนขาอ่อนแรงบ่อยๆ เกิดจากการนั่งนานเกินไป จนการไหลเวียนเลือดผิดปกติ นอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท เกิดจากความเครียด รวมถึงมีอาการปวดเมื่อย และปวดหัวมารบกวนในเวลานอนเป็นระยะ   อาการของออฟฟิศซินโดรม หากปล่อยไว้โดยไม่บำบัด หรือไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายตามมา เช่น เสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังคด และแขนขาอ่อนแรง ถ้ารุนแรงมากอาจทำให้เดินไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัด หรือผ่าตัดเลยทีเดียว เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า อันมาจากความเครียดสะสม ความกดดัน และบรรยากาศไม่ดีในที่ทำงาน เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง จากการทานอาหารจุบจิบในเวลาทำงาน และไม่มีเวลาออกกำลังกาย   สาเหตุของออฟฟิศซินโดรม เกิดจากการนั่งทำงานในอิริยาบถเดิมนานๆ และไม่มีการยืด ขยับปรับเปลี่ยนท่าทาง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เกิดจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป การเพ่งใช้สายตามากๆ บวกกับรังสีจากจอภาพ ทำให้เกิดอาการปวดหัวปวดตาได้ สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เหมาะสม เช่น ออฟฟิศแออัด อากาศไม่ถ่ายเท โต๊ะเก้าอี้ไม่เหมาะกับสรีระ อุปกรณ์ในออฟฟิศเต็มไปด้วยฝุ่น เป็นต้น งานหนักเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน บวกกับสังคมในที่ทำงานเป็นพิษ ทำให้เกิดความเครียดได้   การรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม อันดับแรก หากเริ่มรู้สึกเมื่อยล้า ควรพักการทำงานเพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมอง เช่น ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เดินไปสูดอากาศด้านนอกบ้าง ไม่ควรนั่งทำงานติดกันนานเกินไป หมั่นออกกำลังกาย เพื่อยืดและคลายกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน นอกจากจะช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ป้องกันเอ็นและข้อยึดแล้ว ยังช่วยผ่อนคลายความเครียด และเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายด้วย ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น เปลี่ยนโต๊ะและเก้าอี้ให้เหมาะกับสรีระ ทำความสะอาดออฟฟิศให้โล่งและอากาศถ่ายเทมากขึ้น หากมีอาการรุนแรงแล้ว และไม่สามารถรักษาได้ในเวลาอันสั้น อาจตัดสินใจพักงานหรือเปลี่ยนงาน เพื่อไม่ให้อาการเลวร้ายลงกว่าเดิม รักษาโดยใช้ยา เช่น ยาบรรเทาอาการกล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ ยาคลายเครียด ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ และให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้เท่านั้น หากอาการรุนแรงถึงขั้นขยับร่างกายลำบาก หรือเดินไม่ได้ อาจต้องใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟู หรือทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย รักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น การฝังเข็ม การนวดกดจุด เป็นต้น   ออฟฟิศซินโดรมป้องกันได้อย่างไร? ควรจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ดี และเป็นมิตรแก่ผู้ทำงานแต่แรก ทั้งด้านสถานที่ทำงาน เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ และสังคมในออฟฟิศ จัดท่าทางหรืออิริยาบถเวลานั่งทำงานให้เหมาะสม เช่น ไม่นั่งหลังคอหรือเกร็งเกินไป ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อแข็งแรง และเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน พักผ่อนให้เพียงพอ จัดสรรเวลางานและเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน หากมีโอกาสควรหาเวลาพักร้อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ​​​​​​​ ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก  https://www.honestdocs.co/ คุณรู้จักโรคออฟฟิศซินโดรม หรือไม่ - 13/06/2019
13/06/2019
“ความหมายเลขศาสตร์ 0-9″
“ความหมายเลขศาสตร์ 0-9″ ดวงดาวมีความสำคัญกับมนุษย์มานานแสนนาน เช่น ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นตัวกำหนดเวลาในแต่ละวัน คนโบราณใช้ดวงดาวต่างๆในการบ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น จนกระทั่งมีการนำมาผูกความสัมพันธเป็นตัวเลข 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0     และแต่ละเลขเมื่อจับเป็นคู่ตัวเลข จึงมีความหมายลึกซึ้งขี้นไปอีก เช่น 1 กับ 3 หรือ 6 กับ 9 มีคนบอกว่าเลขดีคือ 2 4 5 6 9 แต่จริงๆแล้วทุกสิ่งมีทั้งดีและร้าย ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ เช่นเบอร์ 8 เปรียบเหมือน หนุ่มเพลย์บอย ซึ่งมีทั้งรวยเลิศหรูแบบพระเอก Iron Man หรือ นักเลงหัวไม้แบบ เต๋อ สมชายก็ได้ (แค่เป็นตัวอย่างให้เข้าใจนะครับ อย่าคิดจริงจัง)   วันนี้เรามาดูความหมายทั้งด้านดี และด้านร้าย ของแต่ละหมายเลขกันแบบง่ายๆดังนี้ เบอร์ 1 หมายถึง ดวงอาทิตย์ ราชาแห่งดวงดาว พลังแห่งความเชื่อมั่น ด้านที่ดี…..ความ มีเกียรติ มีวาสนา รักชื่อเสียง และศักดิ์ศรี มีอำนาจมากบารมี มักที่จะมีจิตใจใฝ่สูง มีทิฐิมานะดี เอื้ออารี ผู้ใหญ่เมตตา เจรจาอาจหาญ โกรธง่ายหายเร็ว ทำคุญคนไม่ขึ้น ได้ดีมีหลักฐานด้วยการสร้างตนเอง ทุกข์ใจเพราะชอบอาสาผู้อื่น เจ้าชู้แต่เกรงกลัวคู่ มีความเชื่อมั่นสูง แข็งแกร่ง และตรงไปตรงมา รักอิสระ เจ้าระเบียบ มีความรับผิดชอบสูง เป็นคนที่เปิดเผย เด่นทางอาชีพราชการ เป็นผู้นำที่ดี รักความก้าวหน้าและมีความทะเยอทะยานที่สูง รวมทั้งมีลักษณะของความงามทุก ๆ เวลา นั่ง เดิน ยืน หรือนอน ด้านที่เสีย.….มี ความหยิ่งจองหอง ถือดีถือตัว ใจร้อนไม่ฟังใครห้ามปราม รักสบายจนขี้เกียจได้ง่าย หัวหมอ อับวาสนาถ้าทำงานทางราชการ หลงตัวเอง ก้าวร้าวเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่ ใฝ่สูง ไม่ชอบทำงาน ไม่ชอบการบังคับ หรือรับบัญชาจากใคร ขี้คุยสร้างภาพ อวดตัว บางครั้งชอบยกตนข่มท่าน ตัวกูดี ตัวกูเด่น ตัวกูเก่ง ตัวกูไม่น้อยหน้าใครทั้งสิ้นทั้งนั้นครับ เบอร์ 2 หมายถึง ดวงจันทร์ ราชินีแห่งดวงดาว พลังแห่งจินตนาการ ด้านที่ดี…..แสดง ให้เห็นถึงความอ่อนโยน นุ่นนวล ใจคอบริสุทธิ์ ดูดีมีเสน่ห์ ไม่ชอบขัดอกขัดใจใคร หรือผู้ใด เด่นในเรื่องของความสวยงาม ความคิดฝัน ความอ่อนไหว การที่มองโลกในแง่ที่ดี การใส่ใจ และการบริการดูแล การให้ความช่วยเหลือ การเข้าใจในความรู้สึก การมีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมโลก เอาใจใส่ในความทุกข์ และความสุขของผู้อื่นได้ดี ด้านที่เสีย…..ความ อ่อนไหว อ่อนแอ หูเบา เชื่อคนง่าย ตื่นตกใจง่าย ขลาดกลัว มีลักษณะที่เหมือนคนเป็นโรคประสาทอ่อน ๆ ใจน้อยขี้ง่อน น้ำตาร่วงง่าย อารมณ์เร็วแปรเปลี่ยนกลับไปกลับมาไม่แน่นอน ชอบคิดเพ้อฝัน แต่ไม่ทำความคิดที่ได้จินตนาการไว้ให้ประสบความสำเร็จ คือการที่คิดได้ แต่ไม่ยอมทำเสียที ( เป็นคนที่ชอบสร้างวิมานในอากาศ )เมตตากรุณษจนกระทั่งต้องตกอยู่ในความเดือดร้อน ประเภททำคุณคนไม่ขึ้น จิตใจขาดความมั่นคง โลเลใจได้ง่าย ไม่แน่นอนกับใคร เอาใจยาก คิดอย่างทำอย่าง คิดเกินขอบเขตทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นยังไม่เกิด ถือเป็นประเภทกระต่ายตื่นตูม ตีตนไปก่อนไข้ เบอร์ 3 หมายถึง ดาวอังคาร นักต่อสู้ยอดขุนพลแห่งดวงดาว พลังแห่งความกล้าหาญ ด้านที่ดี…..เป็น ดาวที่รักการต่อสู้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง และความอดทนเป็นเลิศ ไม่ย่อท้อ หรือยอมได้ง่าย กล้าหาญ และเด็ดเดี่ยวดียิ่งนัก ไม่เกรงกลัวสิ่งอันตราย ผจญภัยด้วยความเชื่อมั่น รักการกีฬา และการออกกำลังกาย มีความรวดเร็วว่องไวในการแสดงออก ความอดกลั้นบึกบึน มีกำลังกายเป็นเลิศ ขยันขันแข็ง ชนิดทำมากกว่าพูด และค่อนข้างจะทำจริงเสียด้วยครับ ด้านที่เสีย…..เป็น ผู้ขาดความยับยั้งเมื่อได้แสดงออกแล้ว ย่อมแสดงออกอย่างหมดสิ้นทุกอย่าง ใจร้อน ใจเร็ว เป็นนักต่อสู้ มุทะลุฉุนเฉียว มีโทสะรุนแรงมาก เมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้นใคร ๆ ห้ามก็ไม่ฟังเพราะเป็นดาวบาปพระเคราะห์ที่รุนแรงมาก ไม่สู้จะมีเหตุผลกับใครนัก เมื่อได้มีโทสะเข้าครอบงำ หยาบคาย ชอบหาเรื่องวิวาท ชอบลองของอยู่เสมอ ๆ เพราะความเป็นผู้มีใจเป็นนักเลง ผู้มีอิทธิพลที่ใจใหญ่ใจถึง เบอร์ 4 หมายถึง ดาวพุธ เทพแห่งการเจรจา นักการค้าผู้ที่แสนชาญฉลาด พลังแห่งสติปัญญา ด้านที่ดี…..ปรับ สภาพสภาวะได้ดี เข้ากับดาวอื่น ๆ ได้ทุกดวง รักสงบและสันติสุข มีความเป็นธรรม เป็นผู้ฉลาดในหลักวิชาการทุกแขนง ทำกิจการใดอย่างแคล่วคล่อง ชอบในการติดต่อประสานงาน สัญญา เอกสาร การบัญชี รักในเชิงวิทยาการ เช่น ภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ ชอบการค้า การพาณิชย์ รักการค้นคว้า ช่างคิด ช่างพูด มีความรอบรู้ ไหวพริบ และความจำดีเยี่ยม ด้านที่เสีย…..เจ้า เล่ห์เจ้าเหลี่ยม ปากเสีย พูดไม่เป็นมงคล พูดจาเหลวไหล พูดจาสับปรับ หลอกลวง ฉลาดแกมโกง ก่อศัตรูได้เพราะปากและคำพูด ความจำไม่ดี เบอร์ 5 หมายถึง ดาวพฤหัสบดี เทพเจ้าผู้ทรงธรรม ท่านพ่อครูแห่งความรู้ และความยุติธรรม พลังแห่งปัญญาทางธรรมะ ด้านที่ดี…..เป็น คนที่รักความยุติธรรม มีคุณธรรมและความดีงามสูง มีจิตใจที่เมตตาอารี ขี้สงสาร รักและหวังดีกับคนทุกคน ชอบที่จะศึกษาหาความรู้ ไม่อยู่หยุดนิ่งในการเสริมสร้างทักษะในวิชาการต่าง ๆ เป็นคนที่มีความสุขุมรอบคอบ มีความเชื่อมั่นในตัวเองและด้วยเหตุผลของตัวเอง มีศีลธรรม มีกฎเกณฑ์ มีคุณความดีที่บริสุทธิ์ดีงาม เป็นที่น่านับถือของคนที่พบเห็น ด้านที่เสีย…..เป็น คนที่ฉลาดแต่นำมาใช้ด้วยความแกมโกง หลอกลวง บางครั้งก็เจ้าเลห์ เจ้าเหลี่ยม พูดจากลับกลอกสับปรับ เป็นคนที่หลงในความสามารถของตน ชอบดูถูกว่าคนอื่นโง่กว่าตนเอง และเลวกว่าตนเอง เป็นคนที่สร้างภาพได้ดูดีแต่แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ที่คาดหวังเอาไว้ สนใจศาสตร์ลึกลับ โหราศาสตร์ มนต์ดำ พิธีกรรม เบอร์ 6 หมายถึง ดาวศุกร์ เทพแห่งศิลปะและการบันเทิง พลังแห่งศิลปะวิทยาการ ด้านที่ดี…..แสดง ให้เห็นถึงความอ่อนโยน นุ่นนวล ดูสวย ดูหล่อ ดูดีมีสง่าราศี มีศิลปะอยู่ในหัวใจ มีจิตนาการทางความคิดที่แสนจะทันสมัย รักในการดนตรี เสียงเพลง มีจิตใจที่บริสุทธิ์ เด่นในเรื่องของความสวยงาม ความคิดฝัน ความอ่อนไหว การที่มองโลกในแง่ที่ดี มีความร่าเริงแจ่มใส ความดูดีมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม มีทักษะทางด้านการแสดง และงานฝีมือที่ดี จะเด่นในด้านทางการเงิน การธนาคาร ด้านที่เสีย…..ความ รัก ครอบครัว และการเงินไม่ดี มีปัญหาได้ง่าย ดูขาดเสน่ห์ไม่เป็นที่ต้องตาประทับใจของใคร ขี้โอ่ ชอบฟุ้งเฟ้ออวดตนให้ดูดี ชอบสำราญหลงกิเลส และหมกมุ่นอยู่ในกามอารมณ์ ความคิดแคบจินตนาการไร้วิสัยทรรศ และรสนิยม มักง่ายคิดทำอะไรขาดศิลปะ ไม่สวย ไม่หล่อ ไม่มีสง่าราศี เศร้าหมอง เบอร์ 7 หมายถึง ดาวเสาร์ ผู้มากด้วยความเพียร และความอดทน พลังแห่งทุกข์โศก ด้านที่ดี…..แสดง ให้เห็นถึงความอดทน ความพากเพียรที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และปัญหา หนักก็เอา เบาก็สู้ไม่ถอยครับ บ่งบอกถึงความที่มากไปด้วยประสบการณ์ การที่ได้เคยผ่านร้อน และหนาวมามากแล้ว มีความเข้มแข็ง ความหนักแน่นที่สูง ความยิ่งใหญ่ในสิ่งที่ได้ทำ ที่มีความรับผิดชอบสูงครับ การคงอยู่อย่างคงทน ที่ไม่ไหวหวั่นต่ออะไรง่าย ๆ รักอิสระเสรี และรักความสงบครับ ด้านที่เสีย…..คือ เป็นคนเก็บกด มีความทุกข์ ความเศร้าหมอง ความหดหู่เศร้าเสียใจ ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัวความวิตกกังวล ความหวาดระแวง ความอิจฉาริษยา ความอาฆาตแค้นพยาบาท อุปสรรคปัญหา ความติดขัด ของต่ำของอาถรรพ์ ความลี้ลับ การซ่อนเร้น การพลัดพรากจากจร ความวิตกจริต ความซาดิสต์ การมีตำหนิรอยแผลเป็น เบอร์ 8 หมายถึง ดาวราหู นักสารพัด…นัก…เลง กิน เที่ยว ยา เล่น รัก พลังแห่งความลุ่มหลง ด้านที่ดี…..แสดง ให้เห็นถึงความกล้า ความไม่เกรงกลัว ความรวดเร็ว ความรักอิสระเสรี ความมีเลห์เหลี่ยม ความมีชั้นเชิง ความเชื่อมั่นตัวเองสูง ทันโลกทันคน มีความหนักแน่นและมีกำลังที่เข้มแข็ง มีความรู้ความสามารถที่พิเศษกว่าคนอื่นในบางด้าน ด้านที่เสีย…..คือ ความลุ่มหลงกิเลสตัญหา ความซาดิสต์ เป็นนักเลงทุกชนิด อันได้แก่…นักเลง นักกิน นักเที่ยว นักเล่น นักรัก นักพนัน ฯ มีโมหจริตสูง ความมัวเมา ความเสเพล โมโหร้าย ไม่รู้จักอาย หรือเกรงกลัวบาป บางครั้งก็กักขฬะหยาบคาย การขาดสติและเหตุผล การเห็นผิดเป็นชอบ อวดดี บ้าบิ่น มุทะลุ ดื้อดึง ถือดี หลงตัวเอง ชอบปกปิดอำพราง ชอบคำลวงป้อยอ จึงเชื่อง่ายหลงง่าย เบอร์ 9 หมายถึง ดาวพระเกตุ เทพแห่งสิ่งศักดิ์สิทธ์ การค้นหา พลังแห่งความลึกลับ ข้อเด่น   :  มีญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ดี   มักแคล้วคลาดโดยสัญชาติญาณ    มีสิ่งศักดิ์สิทธ์คุ้มครอง เป็นตัวแทนของความ เชื่อมั่นในตัวเอง มีความคิดริ่เริ่มสิ่งใหม่ๆ เห็นอกเห็นใจคนอื่น สนใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างจริงจัง มักทำสิ่งต่างๆที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร ข้อเสีย   :  จิตใจว้าวุ่น   ความคิดฟุ้งซ่าน   ประพฤติตนแปลก ๆ ในแบบที่คนทั่วไปยอมรับได้ยาก มีความขัดแย้งในตนเอง หุนหันพลันแล่น รักใคร่หลงใหลอะไรได้ง่ายๆ มีบางส่งบางอย่างเก็บซ่อนไว้ภายในจิตใจ  ขาดความเชื่อถือในประเพณีดั้งเดิม เอาญาณหยั่งรู้และศาสตร์ลึกลับไปใช้ในทางที่ผิด เบอร์ 0 หมายถึง ดาวยูเรนัส (ดาวมฤตยู) เทพเจ้าแห่งความตาย พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี่ ข้อเด่น   : เป็นคนมีสติปัญญาเฉียบแหลม ค่อนไปทางสติเฟื่อง เชื่อมั่นในตนเองสูง มีแนวคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ ชอบประดิษฐ์ค้นคว้า เป็นนักค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์ คนทันสมัย มีความคิดสร้างสรรค์  มีญาณสังหรณ์และจิตสัมผัสดี ข้อเสีย   : เจ้าอารมณ์ ขี้รำคาญ หงุดหงิด ชอบขัดแย้งกับผู้อื่น ละเลยต่อระเบียบแบบแผนประเพณี  ทำให้วิถีชีวิตผันผวนง่าย เกิดภัยอาเภท หลงใหลในสิ่งผิดๆ นอกลู่นอกทาง ดันทุรัง แหกคอก กระด้าง ดื้อรั้น   ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก  ซินแสหวาง www.sinsaehwang.com www.facebook.com/SinSaeHwang “ความหมายเลขศาสตร์ 0-9″ - 12/06/2019
12/06/2019
อนามัยโลกยก ‘ภาวะหมดไฟทำงาน’ เป็นภาวะผิดปกติ
อนามัยโลกยก ‘ภาวะหมดไฟทำงาน’ เป็นภาวะผิดปกติ                                                    เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 CNN.com รายงานว่า ภาวะหมดไฟซึ่งสะท้อนจากความเครียดรุนแรงจากการทำงานอาจเป็นการวินิจฉัยใหม่ที่จะบันทึกอยู่ในเวชระเบียนของเรา CNN.com ระบุว่า ล่าสุดองค์การอนามัยโลกกำหนดให้ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) เป็นความผิดปกติชนิดหนึ่งตามที่ระบุไว้ในบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง (ICD-11) อันเป็นคู่มือทางการแพทย์สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคซึ่งสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 72 ได้ลงมติรับรองให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป   ภาวะหมดไฟปรากฏในหมวดปัญหาซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานหรือการว่างงาน โดยแพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะหมดไฟได้ตามอาการดังต่อไปนี้ 1.รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรงหรือหมดพลัง 2.มีความผูกพันกับงานน้อยลง หรือมีความรู้สึกด้านลบต่องานที่ทำอยู่ 3.มีประสิทธิภาพการทำงานด้อยลง เบื้อต้นก่อนที่จะวินิจฉัยว่ามีภาวะหมดไฟนั้นแพทย์จะต้องตัดความผิดปกติอื่นเสียก่อน เช่น ภาวะวิตกกังวลและความผิดปกติด้านอารมณ์ และการวินิจฉัยนั้นจะต้องเจาะจงเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำงานโดยไม่เกี่ยวข้องกับแง่มุมอื่นของชีวิต     ภาวะหมดไฟเป็นหัวข้อที่มีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ แต่ที่ผ่านมาภาวะหมดไฟก็ยังคงมีสถานะเป็นแนวคิดเชิงวัฒนธรรมแบบกว้างๆ เพื่อให้นักวิจัยสามารถเข้าใจร่วมกัน การทบทวนวรรณกรรมในวารสาร SAGE Open เมื่อปี 2560 ทำให้พบบทความการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาวะหมดไฟโดยเฮอร์เบิร์ต ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ซึ่งตีพิมพ์ไว้เมื่อปี 2517   ลินดาและทอร์สเตน ไฮเนมาน ผู้นิพนธ์ของการศึกษาทบทวน เชื่อว่าจะมีบทความการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาวะหมดไฟอีกหลายร้อยเรื่องตลอด 4 ทศวรรษหน้า อย่างไรก็ดีภาวะหมดไฟจะยังไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติทางจิต แม้ว่าทุกวันนี้จะเป็น “หนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด” ก็ตามผู้นิพนธ์ให้เหตุผลว่าการศึกษาวิจัยภาวะหมดไฟส่วนใหญ่เน้นไปที่ “สาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง” แทนที่จะพยายามพัฒนาเกณฑ์การวินิจฉัยจำเพาะ อันเป็นผลให้ภาวะหมดไฟเป็นหัวข้อที่ “กำกวมและไม่มีข้อสรุปแน่ชัด”   แปลจาก Burnout is an official medical diagnosis, World Health Organization says [edition.cnn.com] และ อ้างอิงจาก www.hfocus.org กำหนดเป็นครั้งแรก ภาวะหมดไฟในการทำงาน ถูกจัดเป็นภาวะทางการแพทย์ - 07/06/2019
07/06/2019
ประยุทธ์นั่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 หลังเสียงโหวตถล่ม 500 ต่อ 244 เสียง
ประยุทธ์นั่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 หลังเสียงโหวตถล่ม 500 ต่อ 244 เสียง                          ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย โดยเริ่มต้นการประชุมตั้งแต่เวลา 11.00 น. โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้เสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อเสนอ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี           ต่อมาในเวลา 20.30 น. มีกำหนดการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และผลการโหวตปรากฏว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้รับเสียงโหวตมากกว่า เป็นจำนวน 500 เสียง ทำให้ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เป็นสมัยที่ 2 ส่วนนายธนาธร ได้รับคะแนนโหวต 244 เสียง โดยมีผู้ที่ไม่ออกเสียง 3 คน   ขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com en.wikipedia.org พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 - 06/06/2019
06/06/2019
ใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ สุขยิ่งขึ้นทุกการใช้จ่าย สิทธิประโยชน์มากมาย
ใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ สุขยิ่งขึ้นทุกการใช้จ่าย สิทธิประโยชน์มากมาย  เพื่อท่านสุภาพสตรีโดยเฉพาะ หรูหรา สะดวกสบาย ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า จาก UOB   ข้อมูลอื่นที่เป็นประโยชน์ บัตรเครดิต : ทุก 25 บาท รับ คะแนนสะสม 1 คะแนน รับคะแนนสะสม 5 เท่า สำหรับยอดใช้จ่ายสะสมในหมวดร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และ การใช้จ่ายด้วยสกุลเงินต่างประเทศ ซื้อ 1 แลกรับฟรี 1 ที่โรงหนังในเครือ เอส เอฟ เพียงใช้คะแนนสะสม 1,000 คะแนน ประกันอุบัติเหตุการเดินทาง วงเงินสูงสุด 10,000,000 บาท บริการเลขาส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี บริการฟิตเนส ที่ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชม. รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 6% เมื่อเติมน้ำมันทุกๆ 800 บาท ที่ปั๊มน้ำมัน คาลเท็กซ์   บัตรเครดิต ยูโอบี เลดี้ แพลทินัม (UOB Lady's Platinum)-ธนาคารยูโอบี (UOB) - 06/06/2019
06/06/2019