News
ต้องรู้! อาการปวดท้องข้างขวานั้นสื่อถึงโรคอะไรได้บ้าง? ใครๆ ก็รู้ !! ว่าอาการปวดท้องนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วมักสร้างความลำบากให้กับร่างกายของเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปวดท้องข้างซ้าย หรือปวดท้องข้างขวา หากอาการปวดในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นกับเราอยู่บ่อยๆ นั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพที่กำลังจะมาถึง ขอให้นึกเอาไว้อยู่เสมอว่า ในทุกๆ อาการปวดท้องย่อมต้องมีต้นสายปลายเหตุทั้งสิ้น เมื่อตอนที่แล้ว เราได้เรียนรู้ถึงโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อรู้สึกปวดท้องข้างซ้ายกันอย่างครบถ้วน ในตอนนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึงสัญญาณร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อปวดท้องข้างขวากันบ้าง หากเกิดอาการปวดท้องข้างขวาอยู่เนืองๆ ในลักษณะต่างๆ แปลว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณถึงโรคร้ายอะไรอยู่นะ อาการปวดท้อง ไม่ว่าจะปวดท้องข้างซ้าย หรือปวดท้องข้างขวาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ใครหลายๆ คนต่างเคยเผชิญกันมา ส่วนใหญ่อาการปวดนั้นมาจากสาเหตุที่มักไม่อันตราย แต่ก็มีอาการปวดในลักษณะที่แตกต่างออกไป จึงต้องสังเกตุให้ดีว่ามาจากข้างซ้าย หรือข้างขวากันแน่ โดยเฉพาะในผู้หญิงยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ แล้วอาการปวดท้องข้างขวาที่เป็นแบบจี๊ดๆ ปวดต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ปวดตุบๆ หรือปวดหน่วงๆ การคาดเดาโรคยังทำได้ยาก เนื่องจากที่บริเวณท้องด้านขวาจะมีอวัยวะที่ไม่เหมือนกับด้านซ้าย ลองมาดูกันหน่อยซิว่า อาการปวดท้องข้างขวา เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรได้บ้าง แล้วมีอันตรายมากน้อยกันแค่ไหน   อาการปวดท้องข้างขวาบน (บริเวณชายโครงด้านขวา) เมื่อคุณมีอาการปวดท้องข้างขวาบนเกิดขึ้น อีกทั้งยังมักจะเป็นอาการปวดที่เกิดหลังจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง นั่นอาจหมายความได้ว่า คุณกำลังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี รวมถึงโรคตับ จุดสังเกตที่สำคัญที่จะช่วยยืนยันได้ว่าอาจเป็นโรคดังกล่าว คือ เมื่อนำมือไปกดลงบริเวณที่มีอาการปวด อาจจะพบกับก้อนเนื้อแข็งๆ ส่วนอาการอื่นๆ ที่ตามมา คือ มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ร่วมด้วย นอกจากนั้น ในบางรายที่มีอาการปวดท้องข้างขวาแล้วลามไปถึงแผ่นหลัง โดยในบางกรณีก็อาจมีอาการปวดท้องส่วนบน หรือส่วนกลาง นั่นหมายความว่า ร่างกายของคุณกำลังมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตับอ่อน ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอ่อนอักเสบได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากจนเกินไป   อาการปวดท้องข้างขวาล่าง เมื่อมีอาการปวดข้างขวาล่าง เริ่มตั้งแต่บริเวณรอบสะดือไปจนถึงบริเวณท้องน้อยด้านขวา  เมื่อนำมือไปคลำบริเวณที่มีอาการปวดแล้วเจอกับก้อนเนื้อ กดแล้วรู้สึกเจ็บ ประกอบกับมีอาการปวดเสียดอยู่ตลอดเวลา ให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่หากมีอาการปวด คล้ายกับมีลมอยู่ในท้อง มีอาการมวนๆ ท้องร่วมด้วย นั่นอาจเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้   อาการปวดท้องข้างขวาใต้ซี่โครง เมื่อมีอาการปวดท้องข้างขวาแบบปวดแสบใต้ซี่โครง ซึ่งในบางรายอาจมีอาการเสียดและจุกท้องร่วมด้วย นั่นหมายความว่าอาจเป็นการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้เล็ก มีสาเหตุมาจากการแพ้โปรตีนกลูเตน ส่งผลกระทบให้ลำไส้ไม่สามารถดูซึมอาหารได้ดีเหมือนปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง หากปล่อยไว้ ไม่ทำการรักษาเป็นระยะเวลานาน อาการเหล่านี้ก็จะสะสมจนเกิดเป็นภาวะท้องเสียเรื้อรัง ท้องอืด อีกทั้งยังสามารถพัฒนาไปเป็นโรคลำไส้เล็กอักเสบได้อีกด้วย       อาการปวดท้องน้อยข้างขวา อาการปวดท้องน้อยข้างขวานี้จะมีอาการปวดเกร็งเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ มีอาการปวดท้องน้อยด้านขวาร้าวยาวจนมาถึงช่วงต้นขา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาจมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นที่บริเวณกรวยไต แต่หากมีอาการปวดท้องน้อยข้างขวาร่วมกับมีไข้สุง รู้สึกหนาวสั่น อีกทั้งยังตกขาว อาการในลักษณะเช่นนี้เป็นสัญญาณของปีกมดลูกอักเสบ โดยหากเราคลำตรงบริเวณที่ปวดก็จะพบก้อนเนื้อด้วย อันมีสาเหตุมาจากรังไข่ที่ผิดปกติ   อาการปวดท้องข้างขวาส่วนกลาง (บั้นเอวด้านขวา) หากมีอาการปวดท้องข้างขวาส่วนกลาง ร่วมกับขับถ่ายเป็นเลือด หรือมีระบบขับถ่ายที่ผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังจะเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ซึ่งหากตรวจพบก้อนเนื้อด้วย ก็อาจแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังจะเป็นเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ แต่หากมีอาการปวดท้องข้างขวา เริ่มตั้งแต่บั้นเดวร้ายไปจนถึงช่วงต้นขา ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดนิ่วในไตได้ หรือหากมีอาการปวดเองขวา ประกอบกับมีไข้ หนาวสั่น รวมถึงมีปัสสาวะสีขุ่น ก็อาจเป็นสัญญาณบอกว่าคุณกำลังจะเป็นโรคกรวยไตอักเสบ   อาการปวดท้องข้างขวาตอนตั้งครรภ์ ต้องขอบอกคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ตอนนี้ว่า อาการปวดท้องข้างขวาที่เกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังจะมีเจ้าตัวน้อยนั้นไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะหากมีอาการปวดท้องไม่ว่าจะเป็นด้านขวา หรือด้านซ้าย หากว่าการปวดนั้นเป็นการปวดแบบเบาๆ นั่นก็เป็นเพราะตัวอ่อนเริ่มที่จะฝังตัวเข้าไปในมดลูกแล้ว อีกทั้งอาการปวดเช่นนี้จะเกิดขึ้นในช่วงที่ตั้งครรภ์แรกๆ เท่านั้น โดยภายหลังที่ตัวอ่อนได้เข้าไปฝังตัวในมดลูก อาการต่อไปที่คุณแม่จะต้องเจอ คือ อาการปวดมดลูก เพราะมดลูกจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคุณแม่จะรู้สึกปวดในบริเวณท้องน้อยมากเป็นพิเศษ นอกจากนั้นแล้ว หากคุณแม่ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อย เดินเยอะ ขึ้น - ลงบันไดบ่อยๆ หรือออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ก็อาจทำให้เกิดอาการปวดที่บริเวณท้องน้อยจากการใช้กล้ามเนื้อในส่วนนั้นๆ ได้ หากว่ารู้สึกปวดท้องด้านขวามากๆ จะรู้สึกทนไม่ไหว แนะนำว่าให้รีบไปพบแพทย์เป็นการด่วน จะได้รีบตรวจวินัยอย่างละเอียด และเริ่มรักษากันไปตามอาการจนกว่าจะหาย น่าจะเป็นสิ่งต้องทำมากที่สุด   5 อาการปวดท้องข้างขวาที่เสี่ยงเป็น 'ไส้ติ่งอักเสบ' 1. ปวดท้องข้างขวาบริเวณรอบๆ สะดือ อาการปวดในลักษณะนี้จะเริ่มปวดที่บริเวณสะดือ แล้วจะย้ายมาปวดท้องข้างขวาล่าง เหมือนเป็นสัญญาณเตือนเล็กๆ ว่า เรากำลังจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ อย่ามัวแต่สงสัย ให้ไปพบแพทย์โดยเร่งด่วน 2. ปวดท้องข้างขวาคล้ายกับเป็น 'โรคกระเพาะ' เมื่อมีอาการปวดท้องในลักษณะที่ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือแน่นท้องแล้วละก็ บางคนอาจจะเข้าใจว่านี่คงเป็นเพียงโรคกระเพาะธรรมดาเท่านั้น แต่หากอาการที่เกิดเริ่มเป็นติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับอาการปวดท้องก็ปวดหนักขึ้นเรื่อยๆ ให้ลองใช้มือกดที่บริเวณท้องด้านขวาล่าง หากมีอาการเจ็บ หรือปวดมาก ก็แสดงว่าอาจจะเป็นไส้ติ่งอักเสบได้ 3. ปวดท้องข้างขวาอย่างรุนแรง ปวดมาก หรือบางครั้ง อาการปวดก็ไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอน หากมีอาการปวดท้องข้างขวาแบบรุนแรงและเฉียลพลัน แล้วอาการปวดท้องนั้นรุนแรงขึ้นจนแทบทนไม่ไหว ตัวงอ ลุกขึ้นยืนไม่ได้ ไม่มีทีท่าว่าอาการจะทุเลาลง ปวดได้ตลอดเวลา ก็ให้สงสัยได้เลยว่านั่นอาจเป็นสัญญาณบอกว่าเสี่ยงที่จะเป็นไส้ติ่งอักเสบแล้วล่ะ 4. ปวดท้องข้างขวาช่วงล่าง หากรู้สึกปวดท้องในบริเวณนี้ แต่อาการปวดที่มียังไม่มาก ให้ลองใช้นิ้วกดดูจะรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ซ้ำยังมีไข้ รู้สึกเบื่ออาหาร ง่วงเหงาหาวนอน มีอาการคลื่นไส้จะอาเจียนร่วมด้วยอีก ขอให้รู้เอาไว้เลยว่าเริ่มที่จะเป็นไส้ติ่งอักเสบซะแล้ว เพียงยังแค่เริ่มต้น ไม่รุนแรง แต่ก็ควรที่จะเดินทางไปพบแพทย์ ไม่ควรละเลย 5. ปวดท้องข้างขวา ประกอบกับระบบขับถ่ายมีปัญหา ถ้าหากว่ามีอาการท้อง หรือท้องเสียที่ให้ความรู้สึกว่าผิดปกติ ประกอบกับปวดท้องข้างขวาล่าง มีไข้ คลื่นไส้ จะอาเจียน ล้วนแล้วก็เป็นตัวส่งสัญญาว่ากำลังเป็นไส้ติ่งอักเสบอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นอาการเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด เพราะอาการปวดท้องเป็นสิ่งที่อาจขึ้นได้ตลอดเวลา มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารผิดสำแดงจนทำให้ระบบการทำงานของลำไส้และระบบย่อยอาหารเกิดความผิดปกติ หรือพฤติกรรมการนอนหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ ก็สามารถส่งผลให้มีอาการปวดท้องรูปแบบต่างๆ ได้ ที่สำคัญ หากมีอาการปวดท้องที่ทวีความรุนแรงขึ้น มีอาการปวดเฉพาะจุด ไม่ว่าจะเป็นปวดท้องข้างซ้าย หรือปวดท้องข้างขวา นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของการเกิดโรคร้ายต่างๆ ฉะนั้น เราไม่ควรวางใจและรีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินัยอย่างละเอียดโดยทันที ก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินการควบคุม   >> รู้ไว้ไม่เสียหาย! อาการปวดท้องข้างซ้าย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ   ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก  Sanook.com ต้องรู้! อาการปวดท้องข้างขวานั้นสื่อถึงโรคอะไรได้บ้าง? - 25/07/2019
ต้องรู้! อาการปวดท้องข้างขวานั้นสื่อถึงโรคอะไรได้บ้าง?
ต้องรู้! อาการปวดท้องข้างขวานั้นสื่อถึงโรคอะไรได้บ้าง? ใครๆ ก็รู้ !! ว่าอาการปวดท้องนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วมักสร้างความลำบากให้กับร่างกายของเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปวดท้องข้างซ้าย หรือปวดท้องข้างขวา หากอาการปวดในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นกับเราอยู่บ่อยๆ นั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพที่กำลังจะมาถึง ขอให้นึกเอาไว้อยู่เสมอว่า ในทุกๆ อาการปวดท้องย่อมต้องมีต้นสายปลายเหตุทั้งสิ้น เมื่อตอนที่แล้ว เราได้เรียนรู้ถึงโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อรู้สึกปวดท้องข้างซ้ายกันอย่างครบถ้วน ในตอนนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึงสัญญาณร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อปวดท้องข้างขวากันบ้าง หากเกิดอาการปวดท้องข้างขวาอยู่เนืองๆ ในลักษณะต่างๆ แปลว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณถึงโรคร้ายอะไรอยู่นะ อาการปวดท้อง ไม่ว่าจะปวดท้องข้างซ้าย หรือปวดท้องข้างขวาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ใครหลายๆ คนต่างเคยเผชิญกันมา ส่วนใหญ่อาการปวดนั้นมาจากสาเหตุที่มักไม่อันตราย แต่ก็มีอาการปวดในลักษณะที่แตกต่างออกไป จึงต้องสังเกตุให้ดีว่ามาจากข้างซ้าย หรือข้างขวากันแน่ โดยเฉพาะในผู้หญิงยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ แล้วอาการปวดท้องข้างขวาที่เป็นแบบจี๊ดๆ ปวดต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ปวดตุบๆ หรือปวดหน่วงๆ การคาดเดาโรคยังทำได้ยาก เนื่องจากที่บริเวณท้องด้านขวาจะมีอวัยวะที่ไม่เหมือนกับด้านซ้าย ลองมาดูกันหน่อยซิว่า อาการปวดท้องข้างขวา เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรได้บ้าง แล้วมีอันตรายมากน้อยกันแค่ไหน   อาการปวดท้องข้างขวาบน (บริเวณชายโครงด้านขวา) เมื่อคุณมีอาการปวดท้องข้างขวาบนเกิดขึ้น อีกทั้งยังมักจะเป็นอาการปวดที่เกิดหลังจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง นั่นอาจหมายความได้ว่า คุณกำลังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี รวมถึงโรคตับ จุดสังเกตที่สำคัญที่จะช่วยยืนยันได้ว่าอาจเป็นโรคดังกล่าว คือ เมื่อนำมือไปกดลงบริเวณที่มีอาการปวด อาจจะพบกับก้อนเนื้อแข็งๆ ส่วนอาการอื่นๆ ที่ตามมา คือ มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ร่วมด้วย นอกจากนั้น ในบางรายที่มีอาการปวดท้องข้างขวาแล้วลามไปถึงแผ่นหลัง โดยในบางกรณีก็อาจมีอาการปวดท้องส่วนบน หรือส่วนกลาง นั่นหมายความว่า ร่างกายของคุณกำลังมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตับอ่อน ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอ่อนอักเสบได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากจนเกินไป   อาการปวดท้องข้างขวาล่าง เมื่อมีอาการปวดข้างขวาล่าง เริ่มตั้งแต่บริเวณรอบสะดือไปจนถึงบริเวณท้องน้อยด้านขวา  เมื่อนำมือไปคลำบริเวณที่มีอาการปวดแล้วเจอกับก้อนเนื้อ กดแล้วรู้สึกเจ็บ ประกอบกับมีอาการปวดเสียดอยู่ตลอดเวลา ให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่หากมีอาการปวด คล้ายกับมีลมอยู่ในท้อง มีอาการมวนๆ ท้องร่วมด้วย นั่นอาจเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้   อาการปวดท้องข้างขวาใต้ซี่โครง เมื่อมีอาการปวดท้องข้างขวาแบบปวดแสบใต้ซี่โครง ซึ่งในบางรายอาจมีอาการเสียดและจุกท้องร่วมด้วย นั่นหมายความว่าอาจเป็นการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้เล็ก มีสาเหตุมาจากการแพ้โปรตีนกลูเตน ส่งผลกระทบให้ลำไส้ไม่สามารถดูซึมอาหารได้ดีเหมือนปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง หากปล่อยไว้ ไม่ทำการรักษาเป็นระยะเวลานาน อาการเหล่านี้ก็จะสะสมจนเกิดเป็นภาวะท้องเสียเรื้อรัง ท้องอืด อีกทั้งยังสามารถพัฒนาไปเป็นโรคลำไส้เล็กอักเสบได้อีกด้วย       อาการปวดท้องน้อยข้างขวา อาการปวดท้องน้อยข้างขวานี้จะมีอาการปวดเกร็งเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ มีอาการปวดท้องน้อยด้านขวาร้าวยาวจนมาถึงช่วงต้นขา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาจมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นที่บริเวณกรวยไต แต่หากมีอาการปวดท้องน้อยข้างขวาร่วมกับมีไข้สุง รู้สึกหนาวสั่น อีกทั้งยังตกขาว อาการในลักษณะเช่นนี้เป็นสัญญาณของปีกมดลูกอักเสบ โดยหากเราคลำตรงบริเวณที่ปวดก็จะพบก้อนเนื้อด้วย อันมีสาเหตุมาจากรังไข่ที่ผิดปกติ   อาการปวดท้องข้างขวาส่วนกลาง (บั้นเอวด้านขวา) หากมีอาการปวดท้องข้างขวาส่วนกลาง ร่วมกับขับถ่ายเป็นเลือด หรือมีระบบขับถ่ายที่ผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังจะเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ซึ่งหากตรวจพบก้อนเนื้อด้วย ก็อาจแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังจะเป็นเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ แต่หากมีอาการปวดท้องข้างขวา เริ่มตั้งแต่บั้นเดวร้ายไปจนถึงช่วงต้นขา ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดนิ่วในไตได้ หรือหากมีอาการปวดเองขวา ประกอบกับมีไข้ หนาวสั่น รวมถึงมีปัสสาวะสีขุ่น ก็อาจเป็นสัญญาณบอกว่าคุณกำลังจะเป็นโรคกรวยไตอักเสบ   อาการปวดท้องข้างขวาตอนตั้งครรภ์ ต้องขอบอกคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ตอนนี้ว่า อาการปวดท้องข้างขวาที่เกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังจะมีเจ้าตัวน้อยนั้นไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะหากมีอาการปวดท้องไม่ว่าจะเป็นด้านขวา หรือด้านซ้าย หากว่าการปวดนั้นเป็นการปวดแบบเบาๆ นั่นก็เป็นเพราะตัวอ่อนเริ่มที่จะฝังตัวเข้าไปในมดลูกแล้ว อีกทั้งอาการปวดเช่นนี้จะเกิดขึ้นในช่วงที่ตั้งครรภ์แรกๆ เท่านั้น โดยภายหลังที่ตัวอ่อนได้เข้าไปฝังตัวในมดลูก อาการต่อไปที่คุณแม่จะต้องเจอ คือ อาการปวดมดลูก เพราะมดลูกจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคุณแม่จะรู้สึกปวดในบริเวณท้องน้อยมากเป็นพิเศษ นอกจากนั้นแล้ว หากคุณแม่ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อย เดินเยอะ ขึ้น - ลงบันไดบ่อยๆ หรือออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ก็อาจทำให้เกิดอาการปวดที่บริเวณท้องน้อยจากการใช้กล้ามเนื้อในส่วนนั้นๆ ได้ หากว่ารู้สึกปวดท้องด้านขวามากๆ จะรู้สึกทนไม่ไหว แนะนำว่าให้รีบไปพบแพทย์เป็นการด่วน จะได้รีบตรวจวินัยอย่างละเอียด และเริ่มรักษากันไปตามอาการจนกว่าจะหาย น่าจะเป็นสิ่งต้องทำมากที่สุด   5 อาการปวดท้องข้างขวาที่เสี่ยงเป็น 'ไส้ติ่งอักเสบ' 1. ปวดท้องข้างขวาบริเวณรอบๆ สะดือ อาการปวดในลักษณะนี้จะเริ่มปวดที่บริเวณสะดือ แล้วจะย้ายมาปวดท้องข้างขวาล่าง เหมือนเป็นสัญญาณเตือนเล็กๆ ว่า เรากำลังจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ อย่ามัวแต่สงสัย ให้ไปพบแพทย์โดยเร่งด่วน 2. ปวดท้องข้างขวาคล้ายกับเป็น 'โรคกระเพาะ' เมื่อมีอาการปวดท้องในลักษณะที่ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือแน่นท้องแล้วละก็ บางคนอาจจะเข้าใจว่านี่คงเป็นเพียงโรคกระเพาะธรรมดาเท่านั้น แต่หากอาการที่เกิดเริ่มเป็นติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับอาการปวดท้องก็ปวดหนักขึ้นเรื่อยๆ ให้ลองใช้มือกดที่บริเวณท้องด้านขวาล่าง หากมีอาการเจ็บ หรือปวดมาก ก็แสดงว่าอาจจะเป็นไส้ติ่งอักเสบได้ 3. ปวดท้องข้างขวาอย่างรุนแรง ปวดมาก หรือบางครั้ง อาการปวดก็ไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอน หากมีอาการปวดท้องข้างขวาแบบรุนแรงและเฉียลพลัน แล้วอาการปวดท้องนั้นรุนแรงขึ้นจนแทบทนไม่ไหว ตัวงอ ลุกขึ้นยืนไม่ได้ ไม่มีทีท่าว่าอาการจะทุเลาลง ปวดได้ตลอดเวลา ก็ให้สงสัยได้เลยว่านั่นอาจเป็นสัญญาณบอกว่าเสี่ยงที่จะเป็นไส้ติ่งอักเสบแล้วล่ะ 4. ปวดท้องข้างขวาช่วงล่าง หากรู้สึกปวดท้องในบริเวณนี้ แต่อาการปวดที่มียังไม่มาก ให้ลองใช้นิ้วกดดูจะรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ซ้ำยังมีไข้ รู้สึกเบื่ออาหาร ง่วงเหงาหาวนอน มีอาการคลื่นไส้จะอาเจียนร่วมด้วยอีก ขอให้รู้เอาไว้เลยว่าเริ่มที่จะเป็นไส้ติ่งอักเสบซะแล้ว เพียงยังแค่เริ่มต้น ไม่รุนแรง แต่ก็ควรที่จะเดินทางไปพบแพทย์ ไม่ควรละเลย 5. ปวดท้องข้างขวา ประกอบกับระบบขับถ่ายมีปัญหา ถ้าหากว่ามีอาการท้อง หรือท้องเสียที่ให้ความรู้สึกว่าผิดปกติ ประกอบกับปวดท้องข้างขวาล่าง มีไข้ คลื่นไส้ จะอาเจียน ล้วนแล้วก็เป็นตัวส่งสัญญาว่ากำลังเป็นไส้ติ่งอักเสบอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นอาการเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด เพราะอาการปวดท้องเป็นสิ่งที่อาจขึ้นได้ตลอดเวลา มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารผิดสำแดงจนทำให้ระบบการทำงานของลำไส้และระบบย่อยอาหารเกิดความผิดปกติ หรือพฤติกรรมการนอนหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ ก็สามารถส่งผลให้มีอาการปวดท้องรูปแบบต่างๆ ได้ ที่สำคัญ หากมีอาการปวดท้องที่ทวีความรุนแรงขึ้น มีอาการปวดเฉพาะจุด ไม่ว่าจะเป็นปวดท้องข้างซ้าย หรือปวดท้องข้างขวา นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของการเกิดโรคร้ายต่างๆ ฉะนั้น เราไม่ควรวางใจและรีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินัยอย่างละเอียดโดยทันที ก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินการควบคุม   >> รู้ไว้ไม่เสียหาย! อาการปวดท้องข้างซ้าย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ   ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก  Sanook.com ต้องรู้! อาการปวดท้องข้างขวานั้นสื่อถึงโรคอะไรได้บ้าง? - 25/07/2019
25/07/2019
เคล็ดลับดื่มกาแฟอย่างไรโดยไม่เสียสุขภาพ
เคล็ดลับดื่มกาแฟอย่างไรโดยไม่เสียสุขภาพ   สาวๆหนุ่มชาวออฟฟิศหลายคน เช้ามาก็กาแฟหนึ่งแก้ว ตกบ่ายๆง่วงๆอาจจะมีเบิ้ลอีกแก้ว หรือถ้าคืนนั้นต้องอยู่ทำโอที หรือเตรียมพรีเซนต์จนดึกดื่น อาจจะมีแก้วที่สาม แถมยังขาดไม่ได้เลยสักวันอีกต่างหาก เชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าการดื่มกาแฟมากเกินไปเป็นผลเสียต่อร่างกายนะคะ ทั้งนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือที่บางคนเกิดอาการมือสั่น ใจสั่นแล้วยังทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงมีอาการมากขึ้นอีกด้วย แต่ถ้าคุณเป็นคอกาแฟตัวยงจริงๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟได้เลย มีวิธีดื่มกาแฟอย่างไรให้ไม่เสียสุขภาพมาฝากกันค่ะ   เลือกกาแฟที่มีคุณภาพสูง บางคนอาจไม่ทราบว่ากาแฟถือเป็นหนึ่งในพืชที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูกมากที่สุดชนิดหนึ่งเลยนะคะ เพราะฉะนั้นเราเลือกกาแฟคุณภาพสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เป็นออแกนิก แล้วล่ะก็ นอกจากเราจะหลีกเลี่ยงสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงได้แล้ว เรายังได้โบนัสคือกลิ่นและรสชาติที่ดีกว่าอีกด้วย   เลือกเครื่องทำกาแฟคุณภาพสูง หากน้ำร้อนจากการชงกาแฟไหลผ่านเครื่องทำกาแฟที่ทำจากพลาสติก อาจทำให้สารเคมีจากพลาสติกไหลลงไปผสมในกาแฟได้ และการรับสารเคมีประเภทนี้มากๆจะทำให้ระบบฮอร์โมนของคุณผิดปกติ เพราะฉะนั้นหากคุณเลือกเครื่องทำกาแฟแบบเอสเพรสโซ๋ที่มีคุณภาพสูง ผ่านการรับรองความปลอดภัยเรียบร้อย คุณก็หมดกังวลเรื่องนี้ไปได้เลยค่ะ   เลือกดื่มให้ถูกเวลา เวลาที่ดื่มกาแฟควรเลือกเป็นช่วงก่อน 14.00 น. ถ้าดื่มหลัง 14.00 น. อาจทำให้ร่างกายมีปัญหานอนไม่หลับ และพยายามเลือกกาแฟที่มีเบสเป็นเอสเพรสโซ่ เช่น อเมริกาโน่ คาปูชิโน่ หรือลาเต้ แทนกาแฟปกติ หรือแบบ 3-in-1 เพราะจะมีปริมาณคาเฟอีนและน้ำตาลน้อยกว่า   เลือกดื่มพร้อมกับทานอาหารที่ดี ชาวอังกฤษเขายังมี Afternoon Tea พร้อมของว่างน่าทาน ไม่ได้มีเพียงเพราะสวยๆเก๋ๆหรอกนะ แต่มันมีประโยชน์ด้วย การดื่มกาแฟกับอาหารที่มีโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต อาหารหรือของว่างเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายค่อยๆ รับคาเฟอีนช้าลง ทีละเล็กทีละน้อย และนานขึ้นโดยที่เราไม่ต้องอัดเข้าไปอีกหลายๆแก้ว รู้อย่างนี้แล้วคราวหน้าลองจิบกาแฟไปพร้อมๆ กับไข่สักฟอง คุ๊กกี้สักชิ้น หรือแซนวิชสักห่อก็ไม่เลวนะ   เลือกดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกาย ถ้าอยากออกกำลังกายเพื่อทะลายไขมันละก็ ลองจิบกาแฟก่อนสักเล็กน้อยดูสิ นอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้สูงขึ้นอีกด้วย   เลือกดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ครีมเทียม หรืออื่นๆดีที่สุด ถ้าคุณติดกาแฟมากจริงๆ อยากให้ลองดื่มกาแฟดำที่ไม่ใส่น้ำตาล ครีมเทียม นม หรืออื่นๆ แล้วดื่มในปริมาณน้อยๆพอ จิบช้าๆให้พอรู้สึกตื่น เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทานกาแฟแล้วจะง่วงหงาวหาวนอน ไม่สดใส หรือใครที่ติดคาเฟอีนอาจมีอาการมือสั่น กระวนกระวาย หงุดหงิดได้ ลองดื่มแค่วันละแก้ว และจิบช้าๆดูนะคะ   ถึงแม้กาแฟจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่เราก็อยากแนะนำให้ดื่มน้อยๆ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องดื่มทุกวัน ถ้าง่วงก็เปลี่ยนมานอนให้เร็วขึ้น หรือหาผลไม้สดทานเพื่อเพิ่มความสดชื่นแจ่มใสในตอนเช้าจะดีกว่านะคะ   ขอขอบคุณ ข้อมูล :harpersbazaar.com เคล็ดลับดื่มกาแฟอย่างไรโดยไม่เสียสุขภาพ - 23/07/2019
23/07/2019
เรื่องใกล้ตัว พบผู้ป่วย โรคลายม์ คนแรกในไทยหลังกลับจากเที่ยวตุรกี
เรื่องใกล้ตัว พบผู้ป่วย โรคลายม์ คนแรกในไทยหลังกลับจากเที่ยวตุรกี ติดเชื้อ โรคลายม์ รอดตายหวุดหวิด (15 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แพทย์ไทยได้ประกาศเตือนระวัง “โรคลายม์” ภาวะสมองอักเสบ ความจำเสื่อม หลังพบผู้ป่วยแรกแรกในประเทศไทย เป็นหญิงวัย 47 ปี ติดเชื้อหลังจากกลับมาจากท่องเที่ยวที่ประเทศตุรกี แต่รักษาช่วยเหลือเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด ทำให้เกิดผลกระทบความทรงจำขาดหายไปบางส่วน   ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทางด้าน นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ได้โพสต์ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีนี้ไว้ในเฟซบุ๊คแฟนเพจที่ชื่อ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC  ใจความว่า โรคลายม์ (Lyme disease) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียโบเรลเลีย (borrelia) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม spirochetes (ดูรูป) เห็บ(ticks)เป็นพาหะนำโรคนี้ โดยกินเลือดจากสัตว์จำพวกสุนัข ม้า กวาง วัว ควาย หนู ที่เป็นตัวกักตุนโรค และนำเชื้อโรคเข้าสู่คนเมื่อมากัดกินเลือดคน โรคนี้พบในหลายประเทศรวมทั้งประเทศตุรกี(ดูแผนที่) ยังไม่มีรายงานโรคนี้ในประเทศไทย อาการของโรคลายม์ในคนจะแสดงออกหลังได้รับเชื้อ 2-4 สัปดาห์ อาการที่พบได้บ่อยคือมีผื่นบริเวณที่ถูกเห็บกัด ไข้ ปวดหัว อ่อนเพลีย เชื้อนี้เล่นงานหลายอวัยวะในคน(ดูรูป)       เห็บ ภาพจาก เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC     พื้นที่การแพร่ระบาด รูปภาพจาก เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC   ลักษณะอาการ รูปภาพจาก เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 47 ปี เพิ่งไปเที่ยวหลายเมืองในประเทศตุรกีนาน 8 วัน หลังกลับมา 17 วัน เริ่มมีไข้ ไอ ปวดหัว ปวดตัว อ่อนเพลีย ไม่มีผื่น เข้านอนรักษาในโรงพยาบาล ตรวจไม่เป็นไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก เอกซเรย์ปอดปกติ หลังจากนั้นอีก 4 วัน มีไข้ หัวใจเต้นช้า โคม่า หมดสติ มีชักกระตุกใบหน้าขวา แขนขวา ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ทำคอมพิวเตอร์สมอง CT Brain ปกติ ทำคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG พบมีสัญญาณเป็นโรคลมชัก ได้ส่งเลือดและน้ำไขสันหลังตรวจหาแบคทีเรียทั่วไป โรคฉี่หนู โรค Rickettsia วัณโรค เชื้อรา ไวรัสต่างๆรวมทั้ง Nipah virus, West Nile virus, Hantavirus, JE virus ,Adenovirus, Flavivirus,Herpes simplex virus, Varicella zoster virus,Epstei-Barr virus, Cytomegalovirus ผลกลับมาปกติ ให้ยากันชักต่อเนื่อง และยาปฏิชีวนะ 2 ขนานคือ Ceftriaxone และ doxycycline 7 วันแรก ต้องทำการเจาะคอเพราะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจนาน อาการค่อยๆดีขึ้น ในที่สุดหายใจเอง ถอดเครื่องช่วยหายใจได้ ตื่นดี กลับมารู้เรื่อง   การดำเนินการต่อจากนั้น หลังกลับจากตุรกี 40 วันได้ส่งเลือด Borrellia antibody ตรวจหาโรคลายม์ ผล Borrellia antibody IgG เป็นบวก เข้าได้กับโรคลายม์ ตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI Brain พบความผิดปกติที่สมองส่วนหน้าด้านซ้าย( left frontal lobe) ผู้ป่วยดีขึ้นช้าๆ นอนรักษาในรพ.2 เดือน หลังจากนั้นอีก 5 เดือนกลับไปทำงานได้ตามปกติ แต่จำเหตุการณ์ย้อนหลังไม่ได้ จำไม่ได้ว่าเคยไปเที่ยวประเทศตุรกี จำไม่ได้ว่าเคยป่วยหนักนอนในรพ. ผู้ป่วยรายนี้น่าจะรับเชิ้อ Borellia ในประเทศตุรกี หลังจากนั้น 3-4 สัปดาห์ มีไข้ สมองอักเสบ (Neuroborreliosis) หัวใจเต้นช้า ต่อมาต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้าอีก 4 เดือนถัดมา วินิจฉัยเป็นโรคลายม์โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ Borrelia ในเลือด ผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาปฏิชีวนะ doxycycline และ ceftriaxone ตรงกับโรคนี้ตั้งแต่ต้น อาการจึงค่อยๆดีขึ้นช้าๆ โรคนี้ไม่พบในประเทศไทยและพบไม่บ่อยในประเทศตุรกี คนไทยที่ไปท่องเที่ยวประเทศตุรกีกลับมา ก็ไม่มีรายงานว่าเคยป่วยเป็นโรคนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC   ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก goodlifeupdate.com เรื่องใกล้ตัว พบผู้ป่วย โรคลายม์ คนแรกในไทยหลังกลับจากเที่ยวตุรกี - 19/07/2019
19/07/2019
เพราะอะไร คนถึงตกเป็นเหยื่อให้กับเหล่ามิจฉาชีพได้ง่ายๆ ?
เพราะอะไร คนถึงตกเป็นเหยื่อให้กับเหล่ามิจฉาชีพได้ง่ายๆ ? ข่าวทุกวันนั้นที่มีออกมาหนีไม่พ้นในเรื่องของการถูกหลอกลวงหรือถูกต้มตุ๋นกันมีให้เห็นกันไม่เว้นในแต่ละวัน กลลวงนั้นก็มีในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เรียกได้ว่ามีหลอกลวงกันทั่วทุกแขนงในสังคมไทยเลยก็ว่าได้ ไม่เฉพาะแต่คนที่มีอายุน้อยประสบการณ์การใช้ชีวิตน้อยเท่านั้นที่จะถูกหลอก แม้แต่คนในวัยทำงานหรือแม้แต่คนแก่ ผู้สูงอายุก็ถูกหลอกกันได้แบบถ้วนหน้า ต่อให้มีเงินมีฐานะหรือมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีดีแค่ไหน บางทีก็ยังมีโอกาสถูกหลอกได้เหมือนกัน   สำหรับเหตุการณ์การหลอกลวงที่เป็นข่าวนั้น ก็เป็นเรื่องราวดังนี้ แก๊งค์ call center ที่เน้นหลอกลวงผู้สูงอายุให้โอนเงินเข้าบัญชี โดยหลอกว่าคนในครอบครัวหรือลูกหลานกำลังประสบภาวะเหตุการณ์บางอย่างอยู่ แชร์ลูกโซ่ ที่มาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อย่างที่เห็นล่าสุดก็จะเป็นการหลอกลวงให้เหยื่อนำเงินมาลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูง พร้อมกับให้ชักชวนคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงมาสมัครเป็นสมาชิกด้วย หลอกให้โอนเงิน เป็นรูปแบบของการติดต่อจากชาวต่างชาติโดยใช้ระยะเวลานานเพื่อให้เหยื่อตายใจ โดยมากเป็นเรื่องรักใครทำนองชู้สาว มีการหลอกว่าส่งของมีมูลค่ามากหรือเป็นเงินสกุลต่างประเทศมาให้ โดยเราต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับของศุลกากรไปยังบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเหยื่อโดยเฉพาะ หลอกให้ซื้อบัตรเติมเงินของทรู เป็นการอ้างชื่อของคุณตัน อิชิตัน ว่าเราเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลเป็นเงินสดมูลค่า 1 ล้านบาท แต่ก่อนรับรางวัลจะต้องมีขั้นตอนในการเสียภาษีโดยให้ซื้อบัตรสลิปหรือบัตรเติมเงินของทรูมูฟ 1,000 บาท จำนวน 5 ใบ แล้วให้ถ่ายรูปส่งไป หลังจากนั้นจะนำหลักฐานการเสียภาษีไปติดต่อเพื่อรับเงินรางวัลมามอบให้เรา กว่าเหยื่อจะรู้ตัวว่าโดนหลอกบัตรเติมเงินที่ซื้อไว้ก็ถูกใช้จนเงินหมดเรียบร้อยแล้ว หลอกพาไปทำงานต่างประเทศ เสียเงินเสียทองไปมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเป็นพวกเอเย่นต์ผี หลอกว่าให้เรียนฟรี 15 วัน จากสถาบันสอนภาษา แต่เมื่อเดินทางไปกลับพบว่าเป็นการพยายามที่จะขายคอร์สเรียนภาษาอังกฤษราคาแพงมาก เมื่อขอตัดสินใจก็จะให้ลงทะเบียนไว้ก่อนโดยมีค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียน 500 บาท หลอกขายตัวละครโปเกมอน มีการพยายามหลอกขายตัวละครในเกมโปเกมอน โดยผู้เล่นจะต้องให้ข้อมูลส่วนตัว หลอกขายสินค้าในเฟซบุ้ก โดยให้ลูกค้าโอนเงินให้ก่อน อาจมีการส่งสินค้าให้ในงวดแรก ๆ เมื่อออเดอร์สินค้าเพิ่มขึ้นในช่วงหลังก็กำเงินที่ลูกค้าโอนเงินค่าสินค้าให้ก่อนหายเข้ากลีบเมฆไปเลย หลอกหารายได้เสริมผ่านเน็ต เป็นอีกช่องทางหนึ่งของกลโกลในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ หากินบนความต้องการในการหารายได้เสริมของผู้คน เมื่อสมัครก็อาจมีค่าสมัครและต้องเดินทางเข้าไปเข้าอบรมฟัง เมื่อไปก็จะเป็นแผนธุรกิจการหาสมาชิกเพื่อให้ได้เงิน ไม่ใช่เป็นการทำงานผ่านเน็ตแต่อย่างใด หลอกให้ทำประกัน โดยให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนหรืออาจมีข้อมูลที่ผิดพลาดเบี่ยงเบนไปด้วยซ้ำ อาศัยว่าลูกค้าประกันส่วนใหญ่ไม่ค่อยอ่านหรือเช็คกรมธรรม์ในภายหลัง กว่าจะรู้ว่าประกันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดก็ส่งค่าเบี้ยประกันไปหลายงวดแล้ว นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงยังมีเรื่องราวที่หลอกลวงกันมากกว่านี้อื่น รูปแบบแต่ละอย่างของการหลอกลวงก็มีความเสียหายของเหยื่อที่แตกต่างกันไป บางอย่างก็ไม่ได้ผลกระทบอะไรมากนักเป็นแค่เพียงการแชร์ข้อมูลแบบผิด ๆ หรือเกิดเป็นอีเมลขยะ แต่ความเสียหายบางอย่างก็ถือว่าใหญ่หลวงต้องเสียเงินเสียทองมากมาย บางคนหลงเชื่อทำให้ต้องสูญเสียเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตก็มีข่าวมาให้เห็นแล้วเช่นกัน เมื่อมานั่งวิเคราะห์ดูกลโกงในรูปแบบต่าง ๆ ว่าเพราะเหตุใดจึงยังมีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่บางรูปแบบก็เห็นกันมานานหลายสิบปี ก็ยังมีเหยื่อให้ถูกหลอกอยู่ได้เรื่อย ๆ ขนาดแม้แต่คนที่เรียนจบมาสูง มีการศึกษาดี มีความรู้ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นอย่างดี ก็ไม่พ้นที่จะถูกหลอกตกเป็นเหยื่อได้เช่นเดียวกัน คนที่จะโดนหลอกหรือตกเป็นเหยื่อได้ง่ายนั้น ที่จริงไม่ได้มีสูตรสำเร็จว่าจะต้องหลอกคนที่มีอายุมาก คนที่มีเงินน้อยหรือคนที่ไม่มีการศึกษาถึงจะสำเร็จได้มากกว่า เรื่องการถูกหลอกง่ายหรือยากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยามากกว่า คนทุกวัย ทุกฐานะและทุกระดับการศึกษามีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อและถูกหลอกได้เหมือนกัน เพราะผู้ที่ต้องการหลอกนั้นเขาต้องสรรหาวิธีการแทบทุกชนิดเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ คนเหล่านี้รู้ดีว่าคนส่วนใหญ่ต้องการอะไร ก็จะใช้จุดนั้นมาเป็นกลลวงในการชักจูงเพื่อให้เหยื่อปฏิบัติตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ   ในเชิงจิตวิทยาบางสถานการณ์มนุษย์เราก็ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล ทั้งที่จริงแล้วเราเป็นคนมีเหตุผลก็ตาม  อย่างที่เคยมีการทดลองในเรื่องให้เลือกภาพว่าเส้นใดจาก 3 เส้นที่ยาวที่สุด เมื่อเรามองและตัดสินใจก็จะเห็นว่าต้องตอบเส้นที่ 2 แต่หากคนที่เข้าร่วมกลุ่มการทดลองกับเราทุกคนตอบเส้นที่ 1 คนส่วนใหญ่ก็มักจะเปลี่ยนไปเลือกเส้นที่ 1 ตามโดยละทิ้งความมีเหตุมีผลของคำตอบเพื่อไปเลือกตามคนส่วนใหญ่ เรื่องจิตวิทยานี้แหละที่เป็นสิ่งอธิบายถึงการกระทำของคนส่วนใหญ่ที่บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวว่าเราทำอะไรลงไป คนส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเหยื่อให้กับเหล่ามิจฉาชีพพวกนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเหตุผลต่อไปนี้ โลภ อยากรวย ทุกคนก็ย่อมอยากรวย อยากมีเงินมากกันจนบางครั้งทำให้เหมือนกันลืมมองเหตุผลและความเป็นไปได้ของเรื่องราวหรือเหตุการณ์ จึงเหมือนเป็นคนตาบอดที่สุดท้ายก็ต้องถูกหลอกเสียเงินมากน้อยกันไป รู้ไม่เท่าทัน กลโกงที่มักมาในรูปแบบใหม่ ๆ ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อหลอกทำให้ดูน่าเชื่อถือมาก บางกลโกงมีกลยุทธ์หรือวิธีการที่ทำให้เหยื่อตายใจและหลงเชื่อก่อน แล้วจึงค่อยหลอกในภายหลัง วิธีนี้ทำให้หลายคนถูกหลอกเอาได้ง่าย ๆ เช่นกัน ไม่ใช้เหตุผล เมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องเฉพาะหน้าคนส่วนใหญ่มักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลและมักขาดสติในการไตร่ตรองเรื่องราวและเหตุการณ์อย่างรอบคอบเสียก่อน เชื่อคนง่าย คนส่วนใหญ่ใจอ่อน หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ ลืมคิดลืมตั้งคำถามกับตัวเองว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นไปได้หรือไม่ พอเชื่อหรือไว้ใจแล้วก็ลืมขั้นตอนในการตรวจสอบไป ทำตามคนอื่น เมื่อเห็นว่ามีคนส่วนใหญ่ทำกันมากมายก็ทำตามโดยไม่ได้หาข้อมูล เรียกว่าเขาเฮไหนก็เฮตาม สุดท้ายก็โดนต้มกันยกแก๊งค์ ไม่มีข้อมูล ขาดการติดตามข่าวสาร บางคนไม่สนใจติดตามข่าวสารข้อมูลในเรื่องกลโกงเหล่านี้ ซึ่งที่จริงแล้วถือเป็นประโยชน์มาก  ทำให้กลโกงแบบซ้ำ ๆ ที่ทำกันมานานจึงสามารถยังใช้หลอกคนได้อยู่เรื่อย ๆ คราวนี้เราไปลองดูมุมมองของ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ที่เคยให้สัมภาษณ์ลงในหนังสือสารคดีเมื่อปลายปีที่ผ่านมา อาจารย์ได้บอกไว้ว่าให้เราการดำเนินชีวิตของเราในทุกวันนี้ก็อยู่ภายใต้การถูกหลอกลวงอยู่แล้วในทุกวัน ทั้งจากการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริงต่าง ๆ อาจารย์ได้อ้างคำกล่าวของมาร์ก ทเวน ว่าการหลอกคนนั้นง่ายกว่าการทำให้คนถูกหลอกยอมรับว่าตัวเองโดนหลอก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงทีเดียว เรื่องที่แชร์กันในโลกออนไลน์ในทุกวันนี้นั้น กว่า 80-90% ก็แทบจะไม่เป็นความจริง เมื่อเราต้องพบเจอกับเหตุการณ์ใดก็ตามอาจารย์ได้ให้คำแนะนำว่าให้เราทำตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องคอยตั้งข้อสังเกต คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นตรรกะ คิดให้มาก ๆ ตั้งคำถามให้เยอะ ๆ ว่าหากเราทำแบบนี้แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ อย่าแค่เพียงทำตามคนส่วนใหญ่ โลภ อยากรวย โดยไม่หาข้อมูลหรือศึกษาหาความรู้ก่อน มิเช่นนั้นก็มีโอกาสที่จะโดนหลอกกันได้ง่าย ๆ   สิ่งที่ต้องระลึกอยู่เสมอ ก็คือ ของฟรีไม่มีในโลกและไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ สำหรับการหลอกลวงที่ใช้ความอยากรวยเป็นที่ตั้ง ท่องไว้เลยจริง ๆ อะไรที่มันง่ายนักมักจะมีอะไรที่แอบแฝง บางครั้งก็ต้องหัดมองโลกในแง่ไม่ดีไว้บ้าง หากเช็คหรือตรวจสอบข้อมูลก่อนได้ ให้ทำก่อนเสมอ ไม่มีอะไรเสียหายหากจะเสียเวลาเช็คเพียงเล็กน้อย ดีกว่าเราต้องสูญเสียอะไรที่มากมายกว่าเวลาแน่นอน อย่าแชร์ข้อมูลส่วนตัวให้ใครที่เราไม่รู้จัก โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ คิดให้มาก ตั้งคำถามให้มาก หากเรารู้ว่าเราเชื่อคนง่าย ให้ปรึกษาคนใกล้ตัว ปรึกษาหลาย ๆ คน บางคนมีข้อมูลมีประสบการณ์มากกว่าเราก็จะให้คำแนะนำเราได้ สุดท้ายคือต้องเปิดหูเปิดตาอยู่เสมอ อ่านข่าวสารเพื่อให้มีข้อมูลอัพเดทในเรื่องกลโกงในรูปแบบต่าง ๆ จะได้ไม่โดนหลอกซ้ำ อ้างอิง http://www.sarakadee.com/2015/11/16/jessada-psuedo-science/3/ http://www.vcharkarn.com/varticle/44263 เพราะอะไร คนถึงตกเป็นเหยื่อให้กับเหล่ามิจฉาชีพได้ง่ายๆ ? - 12/07/2019
12/07/2019
หัวใจเต้นช้า อายุยิ่งยืนยาว
หัวใจเต้นช้า อายุยิ่งยืนยาว อัตราการเต้นของหัวใจก็เป็นส่วนสำคัญของการมีสุขภาพดี เชื่อหรือไม่ว่าคนที่หัวใจเต้นช้าจะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่หัวใจเต้นเร็ว             ถ้าพูดถึงการมีสุขภาพดีและอายุยืน หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าหากเราใส่ใจออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นใส่ใจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจที่สำคัญต่อร่างกายมากที่สุด และการรักษาสุขภาพหัวใจที่ดีที่สุดก็คือการทำให้หัวใจแข็งแรงและสามารถสูบฉีดเลือดได้มากขึ้นโดยที่อัตราการเต้นของหัวใจน้อยลงนั่นเอง           ฟังดูอาจจะแปลกจนน่าสงสัย แต่การที่หัวใจของเราเต้นช้าลงนี่ล่ะค่ะคือวิธีที่จะทำให้เรามีชีวิตยืนยาวได้ แล้วเราจะทำให้หัวใจของเราเต้นช้าลงได้อย่างไร อัตราการเต้นของหัวใจจะช้าลงขนาดไหนถึงจะดีต่อสุขภาพ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปล้วงลึกกันถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้น รับรองว่าประโยชน์ของการที่มีหัวใจเต้นช้าจะทำให้คุณต้องรีบเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแน่นอนค่ะ             อัตราการเต้นของหัวใจ คือ อัตราความเร็วของการบีบตัวของหัวใจเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีหน่วยในการวัดเป็นครั้งต่อนาที ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการ ยืน นั่ง เดิน นอน และขึ้นอยู่กับสภาวะความเครียด รวมทั้งสุขภาพร่างกายโดยรวมของคนเรา           อัตราการเต้นของหัวใจไม่เพียงแต่ช่วยทำให้เราทราบได้ถึงสภาวะความผิดปกติของร่างกายของเราเท่านั้น แต่มันยังช่วยบ่งบอกถึงสุขภาพของหัวใจได้อีกด้วย ยิ่งหัวใจเต้นเร็วก็แปลว่าประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อหัวใจของเราไม่ดีพอที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้อย่างเพียงพอ ตรงข้ามกับหัวใจเต้นช้าที่แปลว่ากล้ามเนื้อหัวใจของเราสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้โดยไม่ต้องบีบตัวบ่อย ๆ ตัวอย่างเช่นนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกาย คนเหล่านี้จะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ต่ำ แต่กลับมีสุขภาพแข็งแรงเนื่องมาจากหัวใจของพวกเขามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทำให้ไม่ต้องบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปร่างกายบ่อย ๆ ค่ะ อัตราการเต้นของหัวใจเท่าไรถึงจะดี           โดยปกติแล้วในช่วงเวลาพักผ่อน หัวใจของคนเราจะมีอัตราการเต้นอยู่ที่ 72 ครั้งต่อนาที หรือประมาณ 60-80 ครั้งต่อนาที ส่วนในทารกและเด็กเล็กจะมีอัตราชีพจรอยู่ที่ 90-140 ครั้งต่อนาที แต่สำหรับนักกีฬาที่ถูกฝึกเป็นเวลานาน หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำก็อาจจะมีอัตราการเต้นของหัวใจเพียง 30-50 ครั้งต่อนาที ซึ่งผู้ใหญ่ไม่ควรจะมีอัตราการเต้นของหัวใจเกิน 100 ครั้งต่อนาที เพราะนั่นเป็นสัญญาณที่แสดงว่าคุณกำลังมีปัญหาสุขภาพ โดยมีการศึกษาในประเทศเดนมาร์กที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Heart ที่ทำการศึกษากับชายวัยกลางคนกว่า 3,000 คน เป็นเวลา 16 ปี พบว่าผู้ที่มีอัตราการเต้นมากกว่า 90 ครั้งต่อนาทีมีโอกาสที่จะเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจช้ากว่าถึง 3 เท่า    วิธีการวัดชีพจร           ชีพจรคืออัตราที่หลอดเลือดหดและขยายตัวตามจังหวะการเต้นของหัวใจสามารถวัดได้หลายที่ในร่างกาย เช่น บริเวณข้อมือทางด้านนิ้วหัวแม่มือ ขมับ มุมกระดูกขากรรไกรล่าง ข้าง ๆคอ ข้อพับแขน ขาหนีบ บริเวณขาพับ และบนหลังเท้าทางนิ้วหัวแม่เท้า โดยเราสามารถสังเกตได้ว่าบริเวณนั้นใช่บริเวณที่วัดชีพจรได้หรือไม่จากการจับดู จะรู้สึกว่ามีเส้นหยุ่น ๆ แน่น ๆ ส่วนวิธีการจับชีพจรมีดังนี้             วางปลายนิ้วมือ 2 นิ้วได้แก่ นิ้วชี้กับนิ้วกลาง เบา ๆ ที่บริเวณเส้นชีพจร และไม่ควรใช้นิ้วหัวแม่มือ เพราะว่าชีพจรบริเวณนิ้วหัวแม่มือของเรานั้นเต้นแรง อาจจะทำให้เกิดความสับสนได้            นับจำนวนชีพจรที่จับได้ไปพร้อมกับการจับเวลาโดย วิธีการคำนวณชีพจรมี 3 วิธี ได้แก่            - การคำนวณแบบเร็ว ซึ่งจะนับจำนวนชีพจรที่เต้นภายในเวลา 10 วินาที แล้วคูณด้วย 6 ตัวอย่างเช่น ในเวลา 10 วินาที นับชีพจรได้ทั้งหมด 12 ครั้ง ให้นำมาคูณ 6 ก็จะได้เป็น 12 x 6 = 72 ครั้งต่อนาที           - การจับชีพจนแบบละเอียด แบบ 30 วินาที แล้วคูณด้วย 2 หรือ ตัวอย่างเช่น ในเวลา 30 วินาที นับชีพจรได้ 35 ครั้ง ให้นำมาคูณ 2 ก็จะได้เป็น 35 x 2 = 70 ครั้งต่อนาที            - การจับชีพจนแบบละเอียด แบบ 60 วินาที วิธีนี้สามารถนำจำนวนที่นับได้มาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องคำนวณใด ๆ เพราะเป็นการจับชีพจรครบ 1 นาที แล้วค่ะ   หัวใจเต้นช้า ดีอย่างไร           หัวใจที่เต้นช้าไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลทำให้คนเราไม่เหนื่อยเร็วอีกด้วย นอกจากนี้การที่หัวใจเต้นช้าลงก็จะทำให้หลอดเลือดลดความตึงเครียดลง ทำให้เซลล์ในหัวใจได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เลือดที่ถูกสูบมีออกซิเจนมากขึ้น และร่างกายก็จะได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ค่ะ ซึ่งก็จะทำให้มีอายุที่ยืนยาวขึ้นค่ะ แล้วหัวใจเต้นเร็ว ส่งผลร้ายอย่างไร            ในวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด Harvard Heart Letter ได้เปิดเผยเกี่ยวการศึกษาเมื่อ 60 ปีก่อนว่า ผู้ชายที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูงจะมีแนวโน้มมีความดันโลหิตสูง มากกว่าผู้ที่มีอัตราการเต้นหัวใจต่ำ เพราะการที่หัวใจเต้นเร็วจะทำให้เกิดความตึงเครียดของผนังหลอดเลือด ส่งผลให้สมดุลระหว่างความต้องการออกซิเจนของหัวใจและความสามารถของหัวใจในการสูบฉีดเลือดลดลง นอกจากยังพบอีกว่าการเต้นหัวใจที่เร็วกว่าปกติยังมีการเชื่อมโยงกับกับโรคหลอดเลือด การเสียชีวิตอย่างกระทันหัน และความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย    ทำอย่างไรให้หัวใจเต้นช้าลง           การทำให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เพียงแค่เราลดความเครียด และหมั่นออกกำลังกาย รวมถึงการเลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลิกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อย่างเช่นอาหารที่มีไขมันสูง หรืออาหารที่หวาน หรือเค็มจัด นอกจากนี้ ในวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยังได้แนะนำให้ทำสมาธิ ที่สามารถช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลายลงได้อีกด้วยค่ะ           เห็นข้อดีของการที่หัวใจเต้นช้ากันแล้วใช่ไหมคะ ฉะนั้นอย่ามัวแต่รอช้า เรามาเริ่มออกกำลังกายและหมั่นดูแลสุขภาพเพื่อที่หัวใจจะได้แข็งแรงและไม่ทำงานหนักกันเลยดีกว่า ยิ่งเริ่มเร็วชีวิตก็ยิ่งยืนยาวขึ้นนะคะ ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก Sanook.com หัวใจเต้นช้า อายุยิ่งยืนยาว - 11/07/2019
11/07/2019
รู้หรือยัง ภัยจาก “น้ำหอม” น่ากลัวแค่ไหน
รู้หรือยัง ภัยจาก “น้ำหอม” น่ากลัวแค่ไหน “ น้ำหอม ” เครื่องสำอางค์เพิ่มเสน่ห์ชวนให้น่าหลงใหล ผู้ที่มีกลิ่นกายหอมกรุ่นเป็นเสน่ห์ดึงดูดชวนให้น่าหลงใหลได้ไม่น้อยเลยและเป็นค่าความนิยมในเรื่องความสวยความงามสำหรับผู้หญิง ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่มีวันเสื่อมคลาย การใช้น้ำหอมก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการเติมเสน่ห์ให้กับตนเอง แต่รู้หรือไม่ว่า น้ำหอมที่คุณใช้กันอยู่เกือบทุกวันนั้นมีอันตรายแอบแฝงอยู่   น้ำหอมมีหลายประเภท เช่น PERFUME เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำหอมเข้มข้นอยู่ประมาณ 15 – 40 % ให้กลิ่นหอมที่แรงและนาน ,  COLOGNE เป็นน้ำหอมที่มีกลิ่นบางเบา ช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น แม้กลิ่นหอมจะอยู่ได้ไม่ยาวนานก็ตาม  ในการเลือกซื้อน้ำหอมก็มีอันตารายเช่นกัน  นั่นก็คือ  ไม่ควรทดลองเกิน 3 กลิ่นต่อเนื่องกัน และไม่ควรดมกลิ่นจากขวดโดยตรง  ควรทดสอบกับข้อมือ   เนื่องจากความร้อนของร่างกายจะทำให้กลิ่นน้ำหอมเหมือนกับเมื่อตอนที่เราฉีดลงบนร่างกาย  เนื่องจากจมูกไม่สามารถแยกกลิ่นของน้ำหอมได้   สำหรับผู้หญิงที่ชอบใช้น้ำหอมกลิ่นแรง อาจเป็นโทษได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว นักวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ชอบใช้น้ำหอมกลิ่นแรงๆเป็นระยะเวลานานอาจทำลายสุขภาพได้ โดยจะทำให้สูญเสียความไวของระบบบประสาทการรับรู้กลิ่น จนอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้..     น้ำหอมที่คุณใช้กันอยู่นั้นล้วนมีส่วนผสมของสารเคมีสังเคราะห์ โดยสารเคมีเหล่านี้จะถูกนำมาผสมปรุงแต่งให้เป็นกลิ่นต่างๆ ซึ่งสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในการทำน้ำหอมเป็นสารเคมีอันตราย โดยเฉพาะน้ำหอมที่ใช้สารสังเคราะห์จำพวกปิโตรเลียม เช่น อนุพันธ์ของเบนซีนและอัลดีไฮด์ (Aldehyde), สารพทาเลท (phthalate), สารพาราเบน (paraben), หรือสารฟีนอล (phenol) ฯลฯ    สารเคมีเหล่านี้อาจมีผลทำให้อสุจิถูกทำลาย และและสาร musk ketone เป็นสารที่ใช้เป็นสารให้กลิ่นหอมในน้ำหอม  มีคุณสมบัติตกค้างยาวนานมากและสะสมได้ดีมากในสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะสะสมใน เนื้อเยื่อไขมัน และเต้านม          ถึงแม้น้ำหอมจะทำให้เราดูมีเสน่ห์ เสริมสร้างความมั่นใจ แต่ก็มีโทษมากมายเช่นกัน การเลือกใช้น้ำหอมนั้นไม่ว่าน้ำหอมนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง ก็ต้องจะพิจารณาก่อนที่จะเลือกซื้อเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับเงินที่ เสียไป และไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต   ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก SANOOK.COM หาเงินออนไลน์ง่ายๆกับดีไอเซอร์เวย์ - 08/07/2019
08/07/2019