News
5 โรคสำคัญ สำหรับเรื่องสุขภาพที่สาวโสดต้องระวัง   สำหรับเรื่องสุขภาพที่สาวโสดต้องระวัง >>>  ใครโสดแสดงตัวหน่อยครับ! เทรนด์สาวโสดกำลังมาแรง เพราะผู้หญิงที่ครองตัวเป็นโสดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะด้วยหลายๆ ปัจจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องความความสบายใจไม่ต้องดูแลหรือคอยเป็นห่วงใคร มีอิสระอยากทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แถมเดี๋ยวนี้ผู้หญิงยังมีศักยภาพในการทำงานไม่แพ้ผู้ชาย หาเลี้ยงตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งพิงใคร แต่ในความสบายใจและความอิสระนั้นก็ยังมีเรื่องของโรคภัยที่แอบแฝงมาเช่นกันครับ โดยเฉพาะโรคที่สาวโสดมีโอกาสเสี่ยงเป็นมากกว่าสาวที่แต่งงานมีลูกแล้ว เพื่อให้สาวโสดตระหนักถึงการวางแผนดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้นครับ โรคไมเกรน 1. โรคไมเกรน มาเริ่มกันที่โรคยอดฮิตในหมู่วัยทำงานอย่างอาการปวดหัวไมเกรน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย 3-4 เท่า อาการรู้สึกปวดศีรษะข้างเดียวหรือทั้งสองข้างอย่างรุนแรงสร้างความทุกข์ทรมาน บางคนอาจมีอาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน รวมถึงยังมีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียงเพิ่มขึ้น ส่วนสาเหตุของไมเกรนยังไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากความผิดปกติของสารเซโรโทนินและสารเคมีชนิดอื่นๆ ในสมอง ร่วมกับปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ได้แก่ ความเครียด แสงสว่างจ้า แสงไฟกะพริบ เพ่งอะไรนานๆ หรือมีเสียงดังรบกวนเป็นเวลานาน ทางที่ดีสาวโสดทั้งหลายที่ไม่อยากเป็นไมเกรน ต้องหาเวลาออกไปทำกิจกรรมคลายเครียด พบปะเพื่อนฝูง หาคนที่สามารถรับฟังปัญหาหรือระบายเรื่องเครียดๆ ได้โดยที่เราไม่ต้องเก็บมาคิดคนเดียวจนปวดหัว เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนบ้างนะครับ โรคซึมเศร้า 2. โรคซึมเศร้า บางครั้งความเหงา การอยู่คนเดียว ทำอะไรตัวคนเดียว แรงกดดันจากงาน สังคมรอบข้างหรือครอบครัว ไปจนถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตก็ทำให้สาวโสดเกิดความเครียดและมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้ ลักษณะอาการของโรคอาจดูคล้ายกับอาการเศร้าหรือเสียใจทั่วๆ ไป แต่ผลกระทบนั้นรุนแรงและเกิดขึ้นยาวนานกว่า บางทีตัวผู้ป่วยเองหรือคนรอบข้างอาจไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นซึมเศร้ามักจะไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วยเป็นซึมเศร้า หรืออาจรู้ตัวอีกทีตอนที่อาการของโรคเข้าสู่ขั้นรุนแรงจนเกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มักอยู่ตามลำพังบ่อยครั้ง โรคนี้ก็อาจพรากชีวิตไปอย่างคาดไม่ถึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโรคซึมเศร้าก็เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยเช่นกันครับ ช็อคโกแลตซีสต์ 3. ช็อคโกแลตซีสต์ ช็อกโกแลตซีสต์เป็นอาการที่เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติภายในเยื่อบุโพรงมดลูก สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากประจำเดือนบางส่วนไหลย้อนกลับมาตกค้างอยู่บริเวณรังไข่ นานเข้าก็เกิดจุดหรือก้อนสีน้ำตาล ได้ว่าจะปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรงจนแทบลุกไปทำงานไม่ไหว หรือมีประจำเดือนมามากผิดปกติ ยิ่งสาวโสดยังไม่มีลูก โอกาสที่จะเกิดอาการปวดประจำเดือนหรือปวดบริเวณท้องน้อยจะมีมากกว่าผู้หญิงที่มีลูกแล้ว ซึ่งการมีลูกจะช่วยลดโอกาสการเกิดช็อกโกแลตซีสต์ได้บางส่วนและในบางคน เพราะการตั้งครรภ์ 9 เดือน จะเป็นช่วงที่ร่างกายไม่มีประจำเดือน อาจทำให้ซีสต์ที่เป็นอยู่ฝ่อตัวและสลายไปในที่สุด อย่างไรก็ตามผู้หญิงทุกคนก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ทุกคน เพื่อความมั่นใจและป้องกันไว้ก่อน แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจภายในอย่างน้อยปีละครั้ง ไม่ว่าจะยังเป็นโสดหรือแต่งงานแล้วก็ตามนะครับ โรคมะเร็งเต้านม 4. โรคมะเร็งเต้านม ข้อมูลทางการแพทย์บอกไว้ว่าโรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ดังนั้นผู้หญิงแต่งงานแล้วมีบุตรและให้นมบุตรจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้มากกว่าผู้หญิงโสด หรือผู้หญิงแต่งงานแล้วแต่ไม่มีลูก เนื่องจากการให้นมบุตรช่วยลดฮอร์โมนเอสโตรเจนลงได้ นอกจากนี้สาวโสดที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยงทั้งกินอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายน้อย ดื่มแอลกอฮอล์บ่อยก็ยิ่งเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้นไปอีกครับ ฉะนั้นหมั่นควรตรวจเต้านมเป็นประจำ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และหากพบว่ามีสิ่งผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันทีจะดีที่สุดครับ โรคอัลไซเมอร์ 5. โรคอัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์มีสาเหตุจากเนื้อสมองที่เหี่ยวลง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ประสาทหยุดการทำงาน เสียการติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทเซลล์อื่น กระทบกับสมองส่วนความคิดความเข้าใจ ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ ภาษา ทำให้มีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามเดิม งานวิจัยจากประเทศอังกฤษพบว่า คนที่อยู่เป็นโสดมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมมากถึง 42 % เมื่อเทียบกับคนที่มีคู่ชีวิต >>> นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่อยู่เป็นโสดตลอดชีวิตมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น 2 เท่า คนที่หย่าร้างช่วงวัยกลางคนและครองตัวเป็นโสดเสี่ยงเพิ่มขึ้น 3 เท่า และที่สูญเสียคู่ครองก่อนช่วงกลางชีวิตและยังอยู่ตัวคนเดียวตลอดมาจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ในทางกลับกันคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคู่ครองในช่วงกลางชีวิตมีความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมลดลง 50% เมื่อเข้าสู่วัยชราเมื่อเปรียบเทียบกับคนโสดครับ วิธีที่ป้องกันและชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ คือ ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ หมั่นพบปะผู้คน เข้าสังคมอย่างสม่ำเสมอ ทำกิจกรรมฝึกสมองและฝึกสมาธิ เป็นต้น >>>ไม่ว่าคุณจะโสดหรือเป็นคนที่มีคู่ ก็ควรใส่ใจสุขภาพและตรวจเช็คร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เสริมเกราะป้องกันสุขภาพด้วย ประกันสุขภาพได้หมด ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจากแมนูไลฟ์ ที่ไม่ว่าในอนาคตคุณจะต้องเผชิญโรคร้ายแรงเพียงใดก็คุ้มครองครอบคลุมทั้งค่าห้องพัก ค่ายา หรือค่ารักษาพยาบาลต่างๆ หมดกังวลเรื่องค่ารักษา เพราะเรื่องสุขภาพนั้นไม่มีใครจะรู้ดีและดูแลได้ดีเท่ากับตัวคุณเองครับ   ขอขอบคุณบทความดีดีจาก manulife.co.th   5 โรคสำคัญ สำหรับเรื่องสุขภาพที่สาวโสดต้องระวัง - 24/05/2019
วิธีเปลี่ยนสาวอ้วน ให้เป็นสาวมั่น!! ฉบับง่ายๆ ทำไมต้องให้ความอ้วนของเรามาปิดกั้นความมั่นใจ และตัวตนของเราละ สาวอ้วนหลายๆ คนมักจะมองรูปร่างตัวเองให้เป็นปมด้อย โดนคนล้อว่าเป็นยัยอ้วนตุตะบ้างละ เป็นยัยช้างน้ำบ้างละ จนทำให้ขาดความมั่นใจ และหลบอยู่ในมุมที่มืดมนภายในจิตใจของตัวเองเสมอ ไม่กล้าที่จะทำอะไร คิดแบบนี้ ไม่ได้แล้วนะ เรามาเรียกความมั่นใจให้ตัวเองกันเถอะ ด้วย 4 วิธีง่ายๆ เปลี่ยนสาวอ้วน ให้กลายเป็นสาวมั่นได้ไม่ยาก .เลิกเปรียบเทียบสัดส่วนตัวเองกับคนที่ผอมกว่า การเปรียบเทียบรูปร่างตัวเองกับคนอื่นๆ ต้องมีแอบคิดกันบ้างละ ว่าเอ๊ะ! ทำไมคนนั้นคนนี้ผอมสวยจัง พอมองดูตัวเองแล้วทำไมถึงเป็นยัยหมูพะโล้ขึ้นทุกวันนะ ทำไมคนนี้กินเยอะกว่าเราทำไมไม่อ้วนเลย แต่ทำไมเราแค่หายใจก็อ้วนแล้ว พอค่ะ! ยิ่งคิดว่าทำไม ทำไม ก็ยิ่งทำให้นอยด์ทำให้เสียความมั่นใจ ไปอีก ถ้าเกิดว่าเวลาอยากจะถ่ายรูปหรือทำอะไรกับคนที่ผอมกว่าก็จะรู้สึกหดหู่ไปมาก หยุดค่ะ!! หยุดคิดเปรียบเทียบหรือนอยด์ในเรื่องรูปร่างตัวเองได้แล้ว มันไม่ดีต่อใจคะ เรามาคิดในแง่ดีกันดีกว่า เพราะคนเรามีการดำเนินชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน คนเราจะให้เหมือนกันเป็นไม่ได้ เรามีดีกันคนละแบบนะ ถึงรูปร่างเราจะไม่สวยเหมือนคนอื่นแต่เราสามารถทำตัวเองให้ดูดีได้คะ อย่าพึ่งท้อนะ .เปลี่ยนเป็นคนคิดบวก ดีกว่าคิดลบให้ตัวเองด้อยค่า สาวอ้วนหลายคนจริงๆ แล้วก็เป็นคนที่คิดมากกันเรื่องรูปร่างของตัวเอง การคิดลบหรือสร้างปมด้อยให้ตัวเอง คิดว่าเราหุ่นไม่ดีเหมือนใคร ก็ฉันมันอ้วนไม่สวยนิจะเอาอะไรไปมั่นใจได้ เลิกคิดเลยจ้า เพราะถือว่าเป็นการดูถูกตัวเอง ให้คิดเสมอว่าแค่อ้วนไม่ได้ทำให้ชีวิตหมดหวังหรอก คิดในแง่ดีสิเรามีดีที่ใจ ใช่ที่รูปร่างภายนอกซะที่ไหน เลิกคิดลบทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ คิดเสมอว่าฉันก็มีดีนะจ๊ะ . เปลี่ยนการแต่งตัวให้สวยเป๊ะกว่าเคย สาวอ้วน ถึงแม้จะหาเสื้อผ้ายากกว่าคนอื่น แต่เรื่องการเลือกเสื้อผ้าก็สำคัญนะ ถ้าเลือกผิดชีวิตเปลี่ยนเลยละ ถ้าใครไม่เคยชอบแต่งตัวเพราะอายเรื่องรูปร่าง บอกเลยคะว่าอย่าได้แคร์! ถึงรูปร่างเราจะอ้วนแต่คิดเสมอว่าอ้วนในแบบของเราก็น่ารักได้นะ แค่เปลี่ยนตัวเองเท่านั้นเองคะ เวลาเลือกเสื้อผ้า ต้องเลือกที่ไม่หลวมมากจนทำให้ดูตัวใหญ่เพิ่มมากขึ้น และไม่รัดมากจนเกินไปเดี๋ยวจะเป็นแหนมเอาได้นะ ควรเลือกที่พอดีๆกับตัวหน่อยจะได้ดูเพรียวขึ้น การแต่งตัวที่ถูกกับรูปร่างก็ถือเป็นการเรียกความเชื่อมั่นในใจ ขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่งเลยละ . ดึงความเป็นตัวเองออกมาให้มากที่สุด เราไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวตนจริงของเราหรอกนะ ดึงมันออกมา แสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราก็มีดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นความน่ารัก สดใส ความสามารถ ของเราก็มี แสดงออกมาให้เต็มที่ไปเลยไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างหรอกนะ มันก็แค่ภายนอกเท่านั้น ความสามารถ และความดีจากภายในเราต่างหากที่มีค่าที่สุด แสดงออกมาเลยอย่าไปกลัวว่าจะทำไม่ได้ ขอบคุณบทความดีดี จาก  Admin Pakkimji goodlifeupdate.com วิธีเปลี่ยนสาวอ้วน ให้เป็นสาวมั่น!! ฉบับง่ายๆ - 22/05/2019
วิธีเปลี่ยนสาวอ้วน ให้เป็นสาวมั่น!! ฉบับง่ายๆ
วิธีเปลี่ยนสาวอ้วน ให้เป็นสาวมั่น!! ฉบับง่ายๆ ทำไมต้องให้ความอ้วนของเรามาปิดกั้นความมั่นใจ และตัวตนของเราละ สาวอ้วนหลายๆ คนมักจะมองรูปร่างตัวเองให้เป็นปมด้อย โดนคนล้อว่าเป็นยัยอ้วนตุตะบ้างละ เป็นยัยช้างน้ำบ้างละ จนทำให้ขาดความมั่นใจ และหลบอยู่ในมุมที่มืดมนภายในจิตใจของตัวเองเสมอ ไม่กล้าที่จะทำอะไร คิดแบบนี้ ไม่ได้แล้วนะ เรามาเรียกความมั่นใจให้ตัวเองกันเถอะ ด้วย 4 วิธีง่ายๆ เปลี่ยนสาวอ้วน ให้กลายเป็นสาวมั่นได้ไม่ยาก .เลิกเปรียบเทียบสัดส่วนตัวเองกับคนที่ผอมกว่า การเปรียบเทียบรูปร่างตัวเองกับคนอื่นๆ ต้องมีแอบคิดกันบ้างละ ว่าเอ๊ะ! ทำไมคนนั้นคนนี้ผอมสวยจัง พอมองดูตัวเองแล้วทำไมถึงเป็นยัยหมูพะโล้ขึ้นทุกวันนะ ทำไมคนนี้กินเยอะกว่าเราทำไมไม่อ้วนเลย แต่ทำไมเราแค่หายใจก็อ้วนแล้ว พอค่ะ! ยิ่งคิดว่าทำไม ทำไม ก็ยิ่งทำให้นอยด์ทำให้เสียความมั่นใจ ไปอีก ถ้าเกิดว่าเวลาอยากจะถ่ายรูปหรือทำอะไรกับคนที่ผอมกว่าก็จะรู้สึกหดหู่ไปมาก หยุดค่ะ!! หยุดคิดเปรียบเทียบหรือนอยด์ในเรื่องรูปร่างตัวเองได้แล้ว มันไม่ดีต่อใจคะ เรามาคิดในแง่ดีกันดีกว่า เพราะคนเรามีการดำเนินชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน คนเราจะให้เหมือนกันเป็นไม่ได้ เรามีดีกันคนละแบบนะ ถึงรูปร่างเราจะไม่สวยเหมือนคนอื่นแต่เราสามารถทำตัวเองให้ดูดีได้คะ อย่าพึ่งท้อนะ .เปลี่ยนเป็นคนคิดบวก ดีกว่าคิดลบให้ตัวเองด้อยค่า สาวอ้วนหลายคนจริงๆ แล้วก็เป็นคนที่คิดมากกันเรื่องรูปร่างของตัวเอง การคิดลบหรือสร้างปมด้อยให้ตัวเอง คิดว่าเราหุ่นไม่ดีเหมือนใคร ก็ฉันมันอ้วนไม่สวยนิจะเอาอะไรไปมั่นใจได้ เลิกคิดเลยจ้า เพราะถือว่าเป็นการดูถูกตัวเอง ให้คิดเสมอว่าแค่อ้วนไม่ได้ทำให้ชีวิตหมดหวังหรอก คิดในแง่ดีสิเรามีดีที่ใจ ใช่ที่รูปร่างภายนอกซะที่ไหน เลิกคิดลบทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ คิดเสมอว่าฉันก็มีดีนะจ๊ะ . เปลี่ยนการแต่งตัวให้สวยเป๊ะกว่าเคย สาวอ้วน ถึงแม้จะหาเสื้อผ้ายากกว่าคนอื่น แต่เรื่องการเลือกเสื้อผ้าก็สำคัญนะ ถ้าเลือกผิดชีวิตเปลี่ยนเลยละ ถ้าใครไม่เคยชอบแต่งตัวเพราะอายเรื่องรูปร่าง บอกเลยคะว่าอย่าได้แคร์! ถึงรูปร่างเราจะอ้วนแต่คิดเสมอว่าอ้วนในแบบของเราก็น่ารักได้นะ แค่เปลี่ยนตัวเองเท่านั้นเองคะ เวลาเลือกเสื้อผ้า ต้องเลือกที่ไม่หลวมมากจนทำให้ดูตัวใหญ่เพิ่มมากขึ้น และไม่รัดมากจนเกินไปเดี๋ยวจะเป็นแหนมเอาได้นะ ควรเลือกที่พอดีๆกับตัวหน่อยจะได้ดูเพรียวขึ้น การแต่งตัวที่ถูกกับรูปร่างก็ถือเป็นการเรียกความเชื่อมั่นในใจ ขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่งเลยละ . ดึงความเป็นตัวเองออกมาให้มากที่สุด เราไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวตนจริงของเราหรอกนะ ดึงมันออกมา แสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราก็มีดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นความน่ารัก สดใส ความสามารถ ของเราก็มี แสดงออกมาให้เต็มที่ไปเลยไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างหรอกนะ มันก็แค่ภายนอกเท่านั้น ความสามารถ และความดีจากภายในเราต่างหากที่มีค่าที่สุด แสดงออกมาเลยอย่าไปกลัวว่าจะทำไม่ได้ ขอบคุณบทความดีดี จาก  Admin Pakkimji goodlifeupdate.com วิธีเปลี่ยนสาวอ้วน ให้เป็นสาวมั่น!! ฉบับง่ายๆ - 22/05/2019
22/05/2019
เติมเต็มไลฟ์สไตล์นำสมัยของคนเมือง ด้วยบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ แรบบิท
เติมเต็มไลฟ์สไตล์นำสมัยของคนเมือง ด้วยบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ แรบบิท   ข้อมูลอื่นที่เป็นประโยชน์ วิธีการใช้บัตร บัตรเครดิต : ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ ณ ร้านค้าที่รับวีซ่าทั่วโลก ช้อปสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยด้วยรหัสผ่านครั้งเดียวจากบริการบัวหลวง ไอเพย์ รับสิทธิพิเศษมากมายจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ให้คุณช้อปสนุกได้ทุกวัน แรบบิท : เติมมูลค่าแรบบิท ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และบีอาร์ที หรือเติมมูลค่าแรบบิทอัตโนมัติ (Auto Top-up) ใช้เป็นบัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสและบีอาร์ทีได้ในบัตรเดียว ใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการ ณ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์แรบบิท     บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ แรบบิท - 21/05/2019
21/05/2019
ไต้หวันผ่านร่างกฎหมายสมรสเพศเดียวกันเป็นชาติแรกในเอเชีย
ไต้หวันผ่านร่างกฎหมายสมรสเพศเดียวกันเป็นชาติแรกในเอเชีย   ไต้หวันเป็นชาติแรกในเอเชียที่รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายอนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่มีมติเห็นชอบในวันนี้ (17 พ.ค.)   โดยศาลรัฐธรรมนูญไต้หวันให้เวลารัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2017 มติดังกล่าวมีขึ้น ก่อนกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาจะมาถึงในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้ ซึ่งศาลรับรองว่าการอนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้ไม่เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด   อ้างอิง: www.bbc.com/news/world-asia-48305708 www.aljazeera.com/news/2019/05/taiwan-parliament-vote-sex-marriage-legislation-190517041658310.html www.channelnewsasia.com/news/asia/taiwan-gay-marriage-rights-law-debate-11541324 https://thestandard.co/taiwan-approves-same-sex-marriage/ ไต้หวันผ่านร่างกฎหมายสมรสเพศเดียวกันเป็นชาติแรกในเอเชีย - 17/05/2019
17/05/2019
วิธีการจีบผ่านข้อความหรือคุยแชท
วิธีการจีบผ่านข้อความหรือคุยแชท     รักษาการเข้าหาของคุณให้เป็นปกติ. อย่าปล่อยตัวเองให้ประหม่าจนคุณลืมทักษะการพูดคุยขั้นพื้นฐานไปเสียหมด พยายามทำตัวตามปกติและเริ่มบทสนทนาแบบสบายๆ ไม่กดดันนัก ถ้าคุณไม่เคยคุยแชทออนไลน์มาก่อน คุณอาจเจอข้ออ้างที่จะคุยกับเขา เช่น ถามการบ้านหรือคุยเรื่องทีมกีฬาที่คุณทั้งสองคนชอบ ถ้าคุณส่งข้อความหาคนนั้นเป็นครั้งแรก แน่ใจว่าเขาหรือเธอรู้ว่าคุณเป็นใครและพวกเขาไม่รู้สึกกลัวคุณ นี่เป็นวิธีที่จะเริ่มบทสนทนาผ่านการส่งข้อความหรือพิมพ์คุย: "ไง เป็นไงบ้าง?" "เธอเห็น/ได้ยิน [ตามด้วยเหตุการณ์ที่คุณสองคนรู้]?" "อาทิตย์นี้เป็นยังไงบ้าง?" กลวิธีนี้มักใช้เพื่อวัตถุประสงค์สองข้อ: ไม่เพียงแต่ช่วยให้บทสนทนาไปต่อได้เรื่อยๆ แต่ยังเปิดช่องให้คุณรู้จักเกี่ยวกับคนที่คุณชอบเพิ่มขึ้น คุณไม่ต้องรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายก่อนที่จะดำเนินขั้นตอนนี้ ถ้าคุณไม่รู้จักเขาหรือเธอดีนัก คุณสามารถถาม: "วันนี้เป็นยังไงบ้าง?" "แล้ว ปกติเวลาว่างคุณทำอะไรหรอ?"   ถ้าคุณรู้จักอีกฝ่ายบ้าง ให้ความสนใจกับงานอดิเรกหรือเรื่องที่สนใจที่คุณรู้ ตัวอย่าง บางทีเขาอาจชอบบาสเกตบอลมากๆ หรือคุณรู้ว่าเธอเป็นคนชอบอ่าน ให้เริ่มต้นด้วยคำถามเช่น “เธอได้ดูเกมเมื่อคืนนี้หรือเปล่า?” หรือ “เธออ่านหนังสือดีๆ เล่มไหนบ้างช่วงนี้?” เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี. อย่าพูดถึงตัวเองมากเกินไป.  คนส่วนใหญ่มักรู้สึกสบายใจเวลาพูดเรื่องของตัวเองเพราะนั่นเป็นหัวข้อที่พวกเขารู้ดีที่สุด แทนที่จะใช้วิธีง่ายๆ และพูดถึงแต่ “คุณ” ไม่รู้จบสิ้น ชวนให้อีกคนคุยเกี่ยวกับเรื่องเขาหรือเธอ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถและควรให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวคุณบ้างเป็นบางครั้งเพื่อช่วยให้พวกเขาถามคำถามเกี่ยวกับตัวคุณกลับ กุญแจคือ ทิ้งค้างไว้ให้พวกเขาไล่ตามสิ่งที่น่าสนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวคุณเอง รู้ว่าควรกดดันเพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเวลาไหน. คุณจะทำให้บทสนทนาเป็นไปอย่างสนุกสนานและน่าสนใจโดยไม่เซ้าซี้เรื่องส่วนตัวอีกฝ่ายมากจนเกินไปก็ได้ อย่างเช่น ถามคนที่คุณจีบว่าทำไมถึงได้ชอบการวิ่งระดับชาติก็นับเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม การถามเขาหรือเธอให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือกับเพื่อนสนิทมากขึ้นอาจเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป คุณอาจพูดแทรกไว้ในตลก หรือพูดกระเซ้าเพื่อไม่ให้ดูเป็นงานมากจนเกินไปหรือเหมือนคุณกำลังสัมภาษณ์งานอีกฝ่าย นี่เป็นวิธีการบางส่วนในการถามข้อมูลเชิงหยอกเย้า: "ตกลงว่าคุณกะอยู่ออนไลน์ทั้งคืน หรือมีแผนที่น่าเร้าใจกว่านี้ตอนหัวค่ำล่ะ?" "คืนนี้จะออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนหรือเปล่า?" "ฉันเห็นแมวเหมียวน่ารักในรูปโปรไฟล์ของคุณด้วย คุณอยู่กับเจ้าเหมียวบ่อยที่สุดหรือเปล่าคะ/ครับ" ชมคนที่คุณจีบในช่วงต้นๆ ของการสนทนา. อย่าปอดแหกแล้วข้ามขั้นตอนนี้ไป นี่อาจดูเหมือนยาก แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เช่นกัน คำชมจะสื่อว่าคุณกำลังสนใจอยากออกไปเดท และกันคุณออกห่างจากโซนของความเป็นเพื่อน ถ้าคุณลืมเอ่ยปากชมคนที่คุณจีบและพูดคุยกันแค่แบบเพื่อนล่ะก็เมื่อถึงเวลานั้นมันอาจสายเกินไป นี่เป็นคำชมพื้นฐานที่คุณสามารถนำไปใช้ได้: ถ้าคุณยังไม่รู้จักคนที่ปิ๊งดีพอแต่กำลังพยายามทำความรู้จักให้มากขึ้น ใช้คำชมในทำองนี้ เช่น พูดว่า “รู้สึกคุยกับคุณได้สบายใจจัง” หรือ “ฉันไม่ค่อยอยากเชื่อเลยว่าจะได้รู้จักกับคนที่น่าสนใจขนาดนี้อย่างคุณ” ลองร้อยเรียงคำชมให้กลายเป็นบทสนทนา ตัวอย่าง ถ้าผู้หญิงที่คุณชอบกำลังพูดว่าวันนี้เป็นวันที่แย่ คุณอาจพูดว่า “ผมเกลียดเห็นคนสวยๆ อย่างคุณไม่มีความสุข มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?" กล้าเข้าไว้. ถ้าคำแนะนำที่กล่าวมาทั้งหมดไม่จูงใจคุณ ลองทุ่มสุดตัวแล้วเอ่ยปากชมคนที่คุณจีบแบบตรงๆ ลองวิธีพวกนี้ ใช้คำบรรยายที่เหมาะกับคนนั้นมากที่สุด หรือใช้แทนตัวคุณเอง: "ผมหวังว่าคุณจะรู้ว่าตัวเองเป็นคนงาม/คนสวย/คนที่น่าทึ่ง/คนโปรดที่ผมอยากคุยด้วย/อื่นๆ" "ขอโทษถ้าพูดตรงเกินไปนะ แต่ผมอยากจะบอกว่าคุณน่ะยอดเยี่ยม/เป็นคนน่าทึ่ง/คนสวยมาก/อื่นๆ" อย่าออกตัวแรงเกิน. เลี่ยงพูดชมด้วยความรู้สึกเต็มเปี่ยมตั้งแต่เพิ่งรู้จักกัน ปล่อยให้อีกฝ่ายคาดเดาระดับคำชมของคุณไม่ออกนี่จะยิ่งเพิ่มความน่าดึงดูด ทำให้คุณดูลึกลับขึ้นอีกหน่อย เป้าหมายคือ ทำให้อีกฝ่ายสงสัยว่าคุณชอบพวกเขา “มากแค่ไหน” ไม่ใช่คุณชอบพวกเขาหรือไม่ ถ้าคุณแค่พูดเปิดเผยว่า “ฉันรู้สึกปิ๊งคุณเข้าอย่างจัง” หรือ “ฉันคิดมาตลอดว่าคุณเป็นคนฮอต” นั่นแปลว่า คุณไม่ได้ทำตัวลึกลับเป็นการแลกเปลี่ยน แทนที่จะทำแบบนั้น คุณสามารถส่งข้อความที่เขียนว่า “วันนี้คุณใส่สเวทเตอร์ตัวใหม่แล้วดูน่ารักนะ” หรือความเห็นอื่นที่เป็นมิตรและดูหยอกเย้าแต่ไม่แบไต๋จนหมด หว่านล้อมให้คนที่ปิ๊งนั้นหันมาตามจีบคุณแทนที่จะลงมือทำเอง. ถึงแม้ว่าการจีบควรเปิดเผยให้อีกฝ่ายรู้ว่าคุณชอบเขาหรือเธอ แต่คุณไม่ควรทำให้ดูเหมือนว่าคุณกำลังเป็นฝ่ายออกแรงอยู่เพียงฝ่ายเดียว คุณควรจะน่าดึงดูดใจมากพอเพื่ออีกคนจะรู้สึกว่าคุณน่ะน่าสนใจ แต่ปล่อยให้เขาหรือเธอรู้สึกสงสัยว่าอันที่จริงคุณแคร์แค่ไหน เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ พยายามเอ่ยปากชมด้วยความเป็นกลางแทนที่จะเป็นความเห็นแบบส่วนตัว นี่เป็นตัวอย่างของคำชมแบบเป็นกลางกับเป็นส่วนตัว: "ฉันชอบตาของคุณจัง มันสวยมากๆ" คำชมนี้อาจดูไม่มีอะไรเมื่อมองแบบผิวเผิน และคงจะถูกใจคนฟัง แต่ว่าจุดบอดที่พบได้ในการชมแบบโรแมนติกคือ มักใช้คำว่า “ฉันชอบ/รัก *ใส่คุณลักษณะที่นี่* คำพวกนี้บ่งบอกอีกฝ่ายว่าพวกเขาชนะใจของคุณได้เรียบร้อยแล้ว มันยอดเยี่ยมถ้าคุณได้สร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงแล้ว แต่ถ้าใช้เร็วไปนี่อาจทำให้คุณดู “เป็นของตาย” "คุณมีตาที่สดใสและสวยมากๆ" ถึงแม้ทั้งสองประโยคในทางเทคนิคแล้วคือ คุณกำลังสื่อว่าคุณชอบดวงตาของอีกฝ่าย แต่ประโยคนี้เป็นเหมือนการสังเกตมากกว่าความเห็นส่วนตัว นี่บอกเป็นนัยๆ ว่า คุณกำลังชมพวกเขามีเสน่ห์แต่ไม่ได้ยืนยันออกไปโต้งๆ ทำแบบนี้คนฟังจะรู้สึกพึงพอใจพร้อมกับสงสัยว่าพวกเขาดูน่าดึงดูดมากแค่ไหนสำหรับคุณ หยอกเหย้าแบบเบาๆ. เพราะคุณไม่สามารถใช้ภาษากายสื่อสารผ่านข้อความหรือพิมพ์แชทได้ คุณจะต้องพึ่งคำพูดของคุณเพื่อให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและสนุก ลองใช้มุกวงใน (ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่คุณสองคนเคยเจอ) การประชด (“ช่าย ฉันมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าคุณดูเหมือนผีเสื้อสมุทรตอนเช้า) และการพูดเกินจริง (“คุณคงทำนี่ได้ดีกว่าฉันเป็นล้านเท่า”) ในตอนเริ่มต้น ให้อีกฝ่ายรู้ว่าคุณแค่ล้อเล่น ข้อเสียของการใช้ข้อความในการสื่อสารคือ คุณไม่สามารถอ่านความรู้สึกเบื้องหลังคำพูดได้ ถ้าคุณกำลังจะจีบใครสักคนด้วยการแหย่พวกเขา ต้องทำให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายรู้ว่าคุณแค่พูดเล่น คุณอาจใช้หน้าอีโมติค่อนขยิบตา พิมพ์ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด (ภาษาอังกฤษ) หรือเครื่องหมายตกใจเพื่อให้พวกเขารับรู้ แค่อย่าใส่พวกอีโมติค่อนมากจนเกินพอดีหรืออีกฝ่ายจะรู้สึกว่านี่ดูไม่เข้าท่า ถ้าคุณส่งอะไรที่อาจถูกแปลความหมายไปผิดๆ ได้ ให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจตรงกับคุณ พิมพ์บางอย่างเช่น “(ล้อเล่น)” เพื่อป้องกันไว้ก่อน กำหนดว่าคุณจะได้พูดคุยกับอีกฝ่ายเมื่อไหร่ก่อนออกไป ลองพูดว่า “งั้น พรุ่งนี้ฉันออกไปเจอเธอได้ไหม?” หรือ “เดี๋ยวจะกลับมาคุยต่อนะ” ถ้าคุณกำลังแชทออนไลน์ บอกว่าคุณรู้สึกสนุกกับการคุยก่อนที่คุณจะออฟไลน์ นี่ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่พิมพ์สั้นๆ ว่า “รู้สึกยอดเยี่ยม” หรือ “ฉันรู้สึกดีที่ได้คุยกับคุณ” ก็เพียงพอแล้ว ถ้าคุณกำลังส่งข้อความ คุณอาจจะพิมพ์ให้ดูสบายๆ กว่านี้ก็ได้ ระวังอย่าชมคนที่คุณจีบมากเกินไป คำชมของคุณจะหมดความหมายถ้าคุณเอ่ยปากชมข้อดีของอีกฝ่ายในทุกๆ เรื่อง เก็บไว้ชมเรื่องที่มีความหมายต่อคนคนนั้นมากจริงๆ เช่น ชมเรื่องทักษะที่เจ้าตัวรู้สึกภูมิใจ   ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต้องการมากขึ้น. แม้คุณจะอยากส่งข้อความหาอีกคนต่อไปเรื่อยๆ แต่เป็นการดีที่สุดที่จะถอนตัวออกมาก่อนบทสนทนาจะเริ่มกร่อย (อย่างที่มักจะเป็นเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง) วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้คุณถอยออกมาก่อนที่การเงียบแบบน่าอึดอัดจะเกิดขึ้น จบบทสนทนาด้วยความข้อความดีๆ จะทำให้คู่สนทนาของคุณเฝ้ารอครั้งต่อไปที่คุณพร้อมจะแชทด้วย   อย่าจริงจังกับมันมากจนเกินไป. จำไว้ว่าการจีบควรจะสนุกและอย่าดูเหมือนคุณชอบอีกฝ่ายมากจนความพยายามของคุณคว้าน้ำเหลว ไม่ใช่ว่าทุกจังหวะจะต้องเพอร์เฟคเต็มสิบ มองโลกในแง่บวกและเริ่มต้นใหม่กับคนอื่น เช่นเดียวกับเรื่องอื่น การจีบจะพัฒนาขึ้นเมื่อผ่านการฝึกฝน การจีบคุณไม่ต้องใช้อิทธิฤทธิ์ ใช่ว่าทุกครั้งจะจบลงที่การออกเดทเสมอไป บางครั้งคุณอาจแค่อยากหยอดเพื่อความสนุก โดยไม่ได้หวังว่านั่นจะนำไปสู่ก้าวไหนต่อ การจีบช่วยให้คุณพบปะผู้คนหน้าใหม่ รู้สึกผ่อนคลาย และเรียนรู้ที่จะเข้ากับคน คุณไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองเพื่อให้นี่มีความหมายอะไรบางอย่างหรือเพื่อความสมบูรณ์แบบ    เคล็ดลับ  อย่าบ่นเวลาจีบ จำไว้ว่าโลกไม่ได้หมุนรอบตัวคุณ ถ้าคุณบ่นมากไป คนอื่นจะมองว่าคุณเป็นคนหดหู่และเขาจะเลี่ยงคุณ นี่รวมถึงการต่อว่าตัวเองอยู่เป็นเนืองนิจ ซึ่งไม่ใช่การถ่อมตัวแต่เป็นการหมกมุ่นเรื่องของตัวเองอีกรูปแบบหนึ่ง อย่าใช้มือถือ (แปลว่า งดส่งข้อความ) ในขณะที่คุณกำลังจีบคนคนหนึ่งอยู่ นี่แสดงให้เห็นว่าคุณสนใจที่จะคุยกับคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นมากกว่า หรือคุณกำลังคบหาดูใจกับคนอื่นอยู่แล้ว ถ้าคุณกำลังจีบสาวและคิดเรื่องการทำลายกำแพงห้ามแตะตัว ให้ลองหยั่งเชิงโดยไม่ให้ดูโจ่งแจ้งเกินไป ตัวอย่าง ยื่นมือให้อีกฝ่ายตอนที่เธอกำลังเสียการทรงตัว เช่น เธอกำลังจะเข้าหรือออกจากตัวรถ หรือตอนที่เธอเดินข้ามหลุมบ่อหรือพื้นผิวที่ไม่เสมอกัน สังเกตว่าเธอยอมรับการช่วยเหลือของคุณไหม? หรือเธอรีบปล่อยมือออก? อย่าจีบคนที่คุณไม่ได้รู้สึกสนใจเชิงชู้สาวด้วย เว้นเสียแต่ว่าคุณแน่ใจ 100% ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจคุณแบบนั้น ไม่อย่างนั้นคุณเสี่ยงที่จะทำให้พวกเขาเข้าใจผิด ซึ่งอาจทำให้เกิดช่วงเวลาอับอายและน่าอึดอัดตามมา การจีบต้องดูกาลเทศะ เช่น ในงานศพมักไม่ใช่สถานที่สำหรับจีบ การจีบในที่ทำงานก็มักไม่ได้รับการยอมรับ ถ้าคุณเกิดจีบที่ทำงาน ให้คุณแสดงนิสัยที่ดีที่สุดละอย่าเซ้าซี้หากอีกฝ่ายไม่สนใจด้วย ปล่อยวางความต้องการทั้งหลายแหล่ที่อาจผุดขึ้นมา ความต้องการเป็นจุดเริ่มต้นของความลุ่มหลง และความลุ่มหลงเป็นสิ่งที่น่ากลัว ผู้คนที่เอาแต่ใจมักเป็นคนไม่พอดีและเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะความสุขทั้งหมดของพวกเขาขึ้นอยู่กับผู้อื่นมากกว่าจะตระหนักถึงคุณค่าในตัวพวกเขาเอง ถ้าคุณสัมผัสได้ว่าคุณจะรู้สึกขาดใจถ้าอีกฝ่ายไม่อยากเป็นเพื่อนหรือคู่รักกับคุณล่ะก็ความสนุกจากการจีบก็จะหายไป ใช้วิธีจีบให้เหมาะสมกับสถานที่ ตัวอย่าง การพบกันในห้องสมุดหรือโถงเต้นรำที่อึกทึกอาจไม่เอื้อในการพูดคุยนัก หากเจอแบบนี้ ส่งยิ้ม แสดงท่าทีสนใจ และรอคอยโอกาสที่เข้ามาให้คุณได้เจอกันอีกครั้งตรงที่วางชามตักน้ำพั้นช์หรือในลอบบี้ อย่างไรก็ตาม อย่าตามพวกเขาไปทั่วเพราะคุณอาจประหม่าเกินไปที่จะเข้าหาอีกฝ่าย และนี่จะทำให้คุณดูน่ากลัว คุยกับพวกเขาทันทีที่คุณมีโอกาส ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจที่จะขอเบอร์โทรศัพท์ของอีกฝ่าย ลองให้เบอร์โทรศัพท์ของคุณแทน ถ้าพวกเขาสนใจคุณจริง พวกเขาจะโทรมาหาคุณ คุณอาจจะให้อีเมล์ของคุณไปด้วยก็ได้ ขอขอบคุณข้อมูลดีดี จาก wikihow.com วิธีการจีบผ่านข้อความหรือคุยแชท - 17/05/2019
17/05/2019
เหตุผลที่ทำให้คุณ“ลดความอ้วน” ไม่ได้สักที
เหตุผลที่ทำให้คุณ“ลดความอ้วน” ไม่ได้สักที   เลือกควบคุมอาหารอย่างเดียว ไม่ได้ออกกำลังกาย การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง ต้องทำควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง ทั้งการออกกำลังกาย และการควบคุมอาหาร เริ่มต้นการควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว อาจช่วยในเรื่องของน้ำหลักที่ลดลงได้บ้าง แต่ไม่สามารถช่วยเรื่องสัดส่วนรูปร่างให้กระชับ และมีกล้ามเนื้อสวยๆ อย่างที่ต้องการได้ อีกทั้งยังไม่สามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่อยู่ในร่างกายได้มากพออีกด้วย ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ควบคุมการกินอาหาร การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ควบคุมอาหาร ก็อาจเป็นที่มาของคำว่า “หมูแข็งแรง” ได้เช่นกัน นั่นคือมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น แต่น้ำหนัก และสัดส่วนก็ยังไม่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเสี่ยงอ้วนมากกว่าเดิม เพราะอาจคิดว่าเราออกกำลังกายหนักแล้ว จะกินเท่าไรก็ได้โดยไม่ต้องใส่ใจมาก คนที่มีค่าไขมัน และน้ำตาลในเลือดสูง แต่รูปร่างผอม ยิ่งอันตรายกว่าคนที่มีรูปร่างอ้วนหลายเท่า เพราะอาจกินโดยไม่ได้ระมัดระวังสุขภาพร่างกายของตัวเองมากนัก ใช้วิธีอดอาหาร   การอดอาหาร เป็นวิธีที่ผิดเป็นลำดับต้นๆ ของการลดความอ้วน เพราะนอกจากจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ระบบย่อยอาหาร ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ รวนแล้ว ยังอาจเสี่ยงขาดสารอาหาร และเสี่ยงโรคอันตรายอีกสารพัด ดังนั้นควรจำเอาไว้ว่า อย่าใช้วิธีอดอาหาร ให้รับประทานอาหารตามปกติ แต่ควบคุมปริมาณให้น้อยลง และจำกัดประเภทของอาหารที่รับประทาน โดยลดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น แป้ง ไขมันจากสัตว์ และน้ำตาล ของหวาน ให้น้อยลงจะดีกว่า ออกกำลังกายแบบเดิมๆ ไม่ได้เปลี่ยนวิธี การออกกำลังกายแบบเดิมๆ อาจทำให้ร่างกายคุ้นชินกับกิจกรรมที่ทำแบบเดิมๆ จึงทำให้น้ำหนักลดได้ตามต้องการแต่เพียงช่วงแรก นอกจากนี้ยังอาจเสี่ยงสร้างกล้ามเนื้อได้แค่ในส่วนของอวัยวะที่ใช้อยู่บ่อยๆ โดยอวัยวะอื่นๆ ไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควร จึงทำให้การเผาผลาญพลังงานเป็นไปได้ไม่เต็มที่ในทุกส่วนของร่างกาย จึงแนะนำว่าควรสลับเปลี่ยนหมุนเวียนออกกำลังกายในหลายๆ ส่วนของร่างกายไปเรื่อยๆ และออกกำลังกายอย่างหลากหลายสลับกันไป เช่น ฟิตเนสบ้าง วิ่งในสวนบ้าง เล่นกีฬาบ้าง หรือใครที่เล่นฟิตเนสก็ใช้เครื่องเล่นในฟิตเนสให้หลากหลาย เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เป็นต้น (หมายเหตุ: การเล่นเครื่องเล่นในฟิตเนส ควรได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือเจ้าหน้าที่ประจำฟิตเนสก่อนเล่นเสมอ) คิดว่าแค่กินอาหารเช้าควบคู่กับการกินตรงเวลาทุกมื้อก็ลดความอ้วนได้ การกินอาหารเช้าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนักได้โดยตรง เป็นเพียงความเชื่อที่ว่าการกินอาหารเช้า จะทำให้เราไม่หิวระหว่างวัน และไม่เผลอกินอาหารกลางวัน หรืออาหารเย็นมากเกินความจำเป็น การควบคุมปริมาณ และประเภทของอาหารในทุกมื้อ เป็นคำตอบของการลดน้ำหนักได้มากกว่า >> กิน “อาหารเช้า” ช่วย “ลดน้ำหนัก” จริงหรือ? >> เหตุผลทำไมเราถึงควรเพิ่ม “โปรตีน” ลงไปในอาหารเช้าให้มากขึ้น คิดว่าออกกำลังกายแบบไหนก็ลดน้ำหนักได้เหมือนกัน การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี ส่งผลดีต่อร่างกายได้ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบไหน แต่การออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก ไม่ใช่การออกกำลังกายทุกประเภทที่จะช่วยเรื่องนี้ได้ โดยการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง แอโรบิก ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ จะช่วยเรื่องลดน้ำหนักได้มากกว่า และตรงจุดยิ่งกว่า ในขณะที่การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เช่น ยกน้ำหนัก เล่นเครื่องเล่นที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อในฟิตเนส จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนที่อยากลดน้ำหนักก็ต้องเล่นเวทเทรนนิ่งด้วย เพราะการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น จะช่วยให้เราออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอได้มีประสิทธิภาพ และเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่เราอยากกำจัดมันออกไปได้มากขึ้นด้วย ออกกำลังกายเมื่อว่าง ไม่มีโปรแกรมที่ชัดเจน ว่างเมื่อไรก็ค่อยทำ หากเราเลือกที่จะออกกำลังกายตามใจฉัน คือ อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ไปวิ่งวันจันทร์กับพุธ แล้วไปวิ่งอีกทีก็พุธหน้าวันเดียว วิ่งอีกทีวันจันทร์ การออกกำลังกายแบบทำๆ หยุดๆ ไม่มีเวลาออกกำลังกายที่แน่นอน อาจทำให้เราไม่ได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายเท่าที่ควร เพราะขาดความต่อเนื่องสม่ำเสมอ เหมือนร่างกายต้องเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่ทุกครั้งนั่นเอง     หากอยากลดน้ำหนักให้ได้ผล จำเอาไว้ง่ายๆ แค่ 3 ข้อหลักๆ ได้แก่ ควบคุมอาหารอย่างจริงจัง ลดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ขนมปังเบเกอรี่ต่างๆ น้ำหวาน น้ำอัดลม เนื้อสัตว์ติดไขมัน ฯลฯ แล้วทดแทนด้วยผักผลไม้ โปรตีนไขมันต่ำ เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลาลอกหนัง ถั่ว ธัญพืชต่างๆ ให้มากขึ้น   ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยออกกำลังกายเน้นคาร์ดิโอที่ใช้ทุกส่วนของร่างกาย และทำให้หัวใจเต้นแรง จากนั้นให้เวลาที่เหลือในการเล่นเวทเทรนนิ่ง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เตรียมร่างกายให้พร้อมต่อการออกกำลังกายในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน และ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์   พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้ร่างกายพร้อมกับการทำกิจกรรมหนักๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะทำงาน หรือการออกกำลังกาย หากพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจเป็นลม หน้ามืดระหว่างออกกำลังกายได้   ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หัวใจ ปอด หอบหืด ฯลฯ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง เพื่อหาวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสุขภาพของตัวเองที่สุด   ขอขอบคุณขอมูลดีดีจาก สสส.   7 เหตุผลที่ทำให้คุณ “ลดความอ้วน” ไม่ได้สักที - 15/05/2019
15/05/2019
5 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในเวียดนาม
5 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในเวียดนาม 5 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในเวียดนาม  1. Ho Chi Minh City Hall หรือ Saigon City Hall   ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสโฮจิมินห์ บนถนน Le Thanh Ton มีลักษณะเป็นอาคารสไตล์โคโรเนียล ปัจจุบันไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมด้านใน เพราะเป็นที่ทำการของรัฐบาลท้องถิ่น แต่นักท่องเที่ยวก็สามารถที่จะเดินชมและถ่ายรูปด้านหน้าได้ 2. Notre-Dame Cathedral Basilica of Saigon ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสฝรั่งเศส (ถนน Cong Xa Paris) เป็นมหาวิหารในนิกายโรมันคาทอลิก ตอนเย็นย่ำ พลบค่ำ มีหนุ่มๆสาวๆมาปู่เสื่อจีบกัน หรือปิคนิคกันเยอะมาก แต่แนะนำว่าอย่าไปช่วงอากาศร้อนๆนะคะ ระอุสุดๆ 3. Museum of Ho Chi Minh City ตั้งอยู่บนถนน Ly Tu Trong ในย่าน District 1 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ภายในจะจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนเวียดนามสมัยก่อน รวมถึงในยุคการล่าอาณานิคมในอดีต หากใครอยากทราบความเป็นมาของไซง่อน แนะนำให้มาที่นี่ค่ะ 4. War Remnants Museum ตั้งอยู่บนถนน Vo Van Tan ในย่าน District 3 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวสงครามในสมัยล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส มีทั้งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสงคราม รวมทั้งวัตถุโบราณ ภาพถ่าย และสิ่งประดิษฐ์เกี่ยวกับการทำสงครามในสมัยนั้น ขอบอกว่าถ้าใครจิตอ่อนหรืออ่อนไหวง่าย อย่ามาที่นี่เพราะมันค่อนข้างหดหู่มากๆในยุคสงครามสมัยนั้น 5. The Cafe Apartment ตั้งอยู่เลขที่ 42 ถนน Nguyen Hue เป็นแหล่งท่องเที่ยวโฮจิมินห์แนวฮิปสเตอร์อย่างแท้จริง เพราะได้ดัดแปลงจากตึกเก่าให้กลายมาเป็นศูนย์ของร้านกาแฟ ร้านอาหารต่างๆ ถ้าจะขึ้นไปข้างบนโดยลิฟท์ ก็จะเสียค่าขึ้นประมาณ 5-10 บาทไทยโดยประมาณ   5 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในเวียดนาม - 14/05/2019
14/05/2019