News
วันเข้าพรรษา แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ประวัติวันเข้าพรรษา           "เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน โดยแบ่งเป็น               - ปุริมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี หรือถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11           - ปัจฉิมพรรษา หรือวันเข้าพรรษาหลัง เริ่มตั้งแต่ วันแรมค่ำ 1 เดือน 9 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12           อย่างไรก็ตามหากมีกิจธุระ คือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด           สำหรับข้อยกเว้นให้ภิกษุจำพรรษาที่อื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน 7 วัน ได้แก่           1. การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย            2. การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้            3. การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด            4. หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้           นอกจากนี้หากระหว่าง เดินทางตรงกับวันหยุดเข้าพรรษาพอดี พระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่า ที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้ง ถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้            ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา...            อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์ อย่างสูง              นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ "ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา" ประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้ มีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า-เย็น และในการนี้จะต้องมีธูป-เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงพร้อม ใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็นการกุศลทานอย่างหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงส์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว            ตามชนบทนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ว ก็จะมีการแห่แหนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว     กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันเข้าพรรษา           - ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา            - ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่พระภิกษุสามเณร            - ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล            - อธิษฐานงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ     ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ www1.culture.go.th  เว็บไซต์ธรรมะไทย  Kapook.com ประวัติวันเข้าพรรษา หรือ แรม 1 ค่ำ เดือน 8 - 14 hour ago
วันอาสาฬหบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8                                            วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ จนพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 45 ปี วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 เป็นวันที่มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ครบเป็นองค์รัตนตรัยครั้งแรกในโลก ซึ่งพระสงฆ์องค์แรกคือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และปฐมเทศนาที่ทรงแสดงคือ ธรรมจักกัปวัตนสูตร หมายถึง พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็นไป นั่นคือ ธรรมะของพระพุทธองค์เหมือนวงล้อธรรมที่ได้เริ่มเคลื่อนแล้วจากจุดเริ่มต้นในวันนี้  ทั้งนี้ คำว่า "อาสาฬหบูชา" สามารถอ่านได้ 2 แบบ คือ อา-สาน-หะ-บู-ชา หรือ อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา ซึ่งจะประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ อาสาฬห ที่แปลว่า เดือน 8 ทางจันทรคติ กับคำว่า บูชา ที่แปลว่า การบูชา เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน 8    พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระโกณฑัญญะจึงได้เป็น พระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ต่อมา พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบทตามลำดับ   สำหรับใจความสำคัญของการปฐมเทศนา มีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ  1. มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด 2 อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือกามสุขัลลิกานุโยค การสร้างความลำบากแก่ตน ดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค  ดังนั้น เพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่  1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง  2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม  3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต  4. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต  5. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต  6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี 7. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด  8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน  2. อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่  1. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้ กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด  2. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ  3. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา  4. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห่งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น    กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา  พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด ขอบคุณข้อมูลจาก  : www.coj.go.t , kapook.com ประวัติวันอาสาฬหบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 - 14 hour ago
วันอาสาฬหบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8
วันอาสาฬหบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8                                            วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ จนพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 45 ปี วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 เป็นวันที่มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ครบเป็นองค์รัตนตรัยครั้งแรกในโลก ซึ่งพระสงฆ์องค์แรกคือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และปฐมเทศนาที่ทรงแสดงคือ ธรรมจักกัปวัตนสูตร หมายถึง พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็นไป นั่นคือ ธรรมะของพระพุทธองค์เหมือนวงล้อธรรมที่ได้เริ่มเคลื่อนแล้วจากจุดเริ่มต้นในวันนี้  ทั้งนี้ คำว่า "อาสาฬหบูชา" สามารถอ่านได้ 2 แบบ คือ อา-สาน-หะ-บู-ชา หรือ อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา ซึ่งจะประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ อาสาฬห ที่แปลว่า เดือน 8 ทางจันทรคติ กับคำว่า บูชา ที่แปลว่า การบูชา เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน 8    พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระโกณฑัญญะจึงได้เป็น พระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ต่อมา พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบทตามลำดับ   สำหรับใจความสำคัญของการปฐมเทศนา มีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ  1. มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด 2 อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือกามสุขัลลิกานุโยค การสร้างความลำบากแก่ตน ดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค  ดังนั้น เพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่  1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง  2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม  3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต  4. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต  5. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต  6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี 7. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด  8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน  2. อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่  1. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้ กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด  2. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ  3. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา  4. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห่งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น    กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา  พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด ขอบคุณข้อมูลจาก  : www.coj.go.t , kapook.com ประวัติวันอาสาฬหบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 - 14 hour ago
14 hour ago
เพราะอะไร คนถึงตกเป็นเหยื่อให้กับเหล่ามิจฉาชีพได้ง่ายๆ ?
เพราะอะไร คนถึงตกเป็นเหยื่อให้กับเหล่ามิจฉาชีพได้ง่ายๆ ? ข่าวทุกวันนั้นที่มีออกมาหนีไม่พ้นในเรื่องของการถูกหลอกลวงหรือถูกต้มตุ๋นกันมีให้เห็นกันไม่เว้นในแต่ละวัน กลลวงนั้นก็มีในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เรียกได้ว่ามีหลอกลวงกันทั่วทุกแขนงในสังคมไทยเลยก็ว่าได้ ไม่เฉพาะแต่คนที่มีอายุน้อยประสบการณ์การใช้ชีวิตน้อยเท่านั้นที่จะถูกหลอก แม้แต่คนในวัยทำงานหรือแม้แต่คนแก่ ผู้สูงอายุก็ถูกหลอกกันได้แบบถ้วนหน้า ต่อให้มีเงินมีฐานะหรือมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีดีแค่ไหน บางทีก็ยังมีโอกาสถูกหลอกได้เหมือนกัน   สำหรับเหตุการณ์การหลอกลวงที่เป็นข่าวนั้น ก็เป็นเรื่องราวดังนี้ แก๊งค์ call center ที่เน้นหลอกลวงผู้สูงอายุให้โอนเงินเข้าบัญชี โดยหลอกว่าคนในครอบครัวหรือลูกหลานกำลังประสบภาวะเหตุการณ์บางอย่างอยู่ แชร์ลูกโซ่ ที่มาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อย่างที่เห็นล่าสุดก็จะเป็นการหลอกลวงให้เหยื่อนำเงินมาลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูง พร้อมกับให้ชักชวนคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงมาสมัครเป็นสมาชิกด้วย หลอกให้โอนเงิน เป็นรูปแบบของการติดต่อจากชาวต่างชาติโดยใช้ระยะเวลานานเพื่อให้เหยื่อตายใจ โดยมากเป็นเรื่องรักใครทำนองชู้สาว มีการหลอกว่าส่งของมีมูลค่ามากหรือเป็นเงินสกุลต่างประเทศมาให้ โดยเราต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับของศุลกากรไปยังบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเหยื่อโดยเฉพาะ หลอกให้ซื้อบัตรเติมเงินของทรู เป็นการอ้างชื่อของคุณตัน อิชิตัน ว่าเราเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลเป็นเงินสดมูลค่า 1 ล้านบาท แต่ก่อนรับรางวัลจะต้องมีขั้นตอนในการเสียภาษีโดยให้ซื้อบัตรสลิปหรือบัตรเติมเงินของทรูมูฟ 1,000 บาท จำนวน 5 ใบ แล้วให้ถ่ายรูปส่งไป หลังจากนั้นจะนำหลักฐานการเสียภาษีไปติดต่อเพื่อรับเงินรางวัลมามอบให้เรา กว่าเหยื่อจะรู้ตัวว่าโดนหลอกบัตรเติมเงินที่ซื้อไว้ก็ถูกใช้จนเงินหมดเรียบร้อยแล้ว หลอกพาไปทำงานต่างประเทศ เสียเงินเสียทองไปมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเป็นพวกเอเย่นต์ผี หลอกว่าให้เรียนฟรี 15 วัน จากสถาบันสอนภาษา แต่เมื่อเดินทางไปกลับพบว่าเป็นการพยายามที่จะขายคอร์สเรียนภาษาอังกฤษราคาแพงมาก เมื่อขอตัดสินใจก็จะให้ลงทะเบียนไว้ก่อนโดยมีค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียน 500 บาท หลอกขายตัวละครโปเกมอน มีการพยายามหลอกขายตัวละครในเกมโปเกมอน โดยผู้เล่นจะต้องให้ข้อมูลส่วนตัว หลอกขายสินค้าในเฟซบุ้ก โดยให้ลูกค้าโอนเงินให้ก่อน อาจมีการส่งสินค้าให้ในงวดแรก ๆ เมื่อออเดอร์สินค้าเพิ่มขึ้นในช่วงหลังก็กำเงินที่ลูกค้าโอนเงินค่าสินค้าให้ก่อนหายเข้ากลีบเมฆไปเลย หลอกหารายได้เสริมผ่านเน็ต เป็นอีกช่องทางหนึ่งของกลโกลในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ หากินบนความต้องการในการหารายได้เสริมของผู้คน เมื่อสมัครก็อาจมีค่าสมัครและต้องเดินทางเข้าไปเข้าอบรมฟัง เมื่อไปก็จะเป็นแผนธุรกิจการหาสมาชิกเพื่อให้ได้เงิน ไม่ใช่เป็นการทำงานผ่านเน็ตแต่อย่างใด หลอกให้ทำประกัน โดยให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนหรืออาจมีข้อมูลที่ผิดพลาดเบี่ยงเบนไปด้วยซ้ำ อาศัยว่าลูกค้าประกันส่วนใหญ่ไม่ค่อยอ่านหรือเช็คกรมธรรม์ในภายหลัง กว่าจะรู้ว่าประกันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดก็ส่งค่าเบี้ยประกันไปหลายงวดแล้ว นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงยังมีเรื่องราวที่หลอกลวงกันมากกว่านี้อื่น รูปแบบแต่ละอย่างของการหลอกลวงก็มีความเสียหายของเหยื่อที่แตกต่างกันไป บางอย่างก็ไม่ได้ผลกระทบอะไรมากนักเป็นแค่เพียงการแชร์ข้อมูลแบบผิด ๆ หรือเกิดเป็นอีเมลขยะ แต่ความเสียหายบางอย่างก็ถือว่าใหญ่หลวงต้องเสียเงินเสียทองมากมาย บางคนหลงเชื่อทำให้ต้องสูญเสียเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตก็มีข่าวมาให้เห็นแล้วเช่นกัน เมื่อมานั่งวิเคราะห์ดูกลโกงในรูปแบบต่าง ๆ ว่าเพราะเหตุใดจึงยังมีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่บางรูปแบบก็เห็นกันมานานหลายสิบปี ก็ยังมีเหยื่อให้ถูกหลอกอยู่ได้เรื่อย ๆ ขนาดแม้แต่คนที่เรียนจบมาสูง มีการศึกษาดี มีความรู้ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นอย่างดี ก็ไม่พ้นที่จะถูกหลอกตกเป็นเหยื่อได้เช่นเดียวกัน คนที่จะโดนหลอกหรือตกเป็นเหยื่อได้ง่ายนั้น ที่จริงไม่ได้มีสูตรสำเร็จว่าจะต้องหลอกคนที่มีอายุมาก คนที่มีเงินน้อยหรือคนที่ไม่มีการศึกษาถึงจะสำเร็จได้มากกว่า เรื่องการถูกหลอกง่ายหรือยากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยามากกว่า คนทุกวัย ทุกฐานะและทุกระดับการศึกษามีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อและถูกหลอกได้เหมือนกัน เพราะผู้ที่ต้องการหลอกนั้นเขาต้องสรรหาวิธีการแทบทุกชนิดเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ คนเหล่านี้รู้ดีว่าคนส่วนใหญ่ต้องการอะไร ก็จะใช้จุดนั้นมาเป็นกลลวงในการชักจูงเพื่อให้เหยื่อปฏิบัติตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ   ในเชิงจิตวิทยาบางสถานการณ์มนุษย์เราก็ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล ทั้งที่จริงแล้วเราเป็นคนมีเหตุผลก็ตาม  อย่างที่เคยมีการทดลองในเรื่องให้เลือกภาพว่าเส้นใดจาก 3 เส้นที่ยาวที่สุด เมื่อเรามองและตัดสินใจก็จะเห็นว่าต้องตอบเส้นที่ 2 แต่หากคนที่เข้าร่วมกลุ่มการทดลองกับเราทุกคนตอบเส้นที่ 1 คนส่วนใหญ่ก็มักจะเปลี่ยนไปเลือกเส้นที่ 1 ตามโดยละทิ้งความมีเหตุมีผลของคำตอบเพื่อไปเลือกตามคนส่วนใหญ่ เรื่องจิตวิทยานี้แหละที่เป็นสิ่งอธิบายถึงการกระทำของคนส่วนใหญ่ที่บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวว่าเราทำอะไรลงไป คนส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเหยื่อให้กับเหล่ามิจฉาชีพพวกนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเหตุผลต่อไปนี้ โลภ อยากรวย ทุกคนก็ย่อมอยากรวย อยากมีเงินมากกันจนบางครั้งทำให้เหมือนกันลืมมองเหตุผลและความเป็นไปได้ของเรื่องราวหรือเหตุการณ์ จึงเหมือนเป็นคนตาบอดที่สุดท้ายก็ต้องถูกหลอกเสียเงินมากน้อยกันไป รู้ไม่เท่าทัน กลโกงที่มักมาในรูปแบบใหม่ ๆ ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อหลอกทำให้ดูน่าเชื่อถือมาก บางกลโกงมีกลยุทธ์หรือวิธีการที่ทำให้เหยื่อตายใจและหลงเชื่อก่อน แล้วจึงค่อยหลอกในภายหลัง วิธีนี้ทำให้หลายคนถูกหลอกเอาได้ง่าย ๆ เช่นกัน ไม่ใช้เหตุผล เมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องเฉพาะหน้าคนส่วนใหญ่มักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลและมักขาดสติในการไตร่ตรองเรื่องราวและเหตุการณ์อย่างรอบคอบเสียก่อน เชื่อคนง่าย คนส่วนใหญ่ใจอ่อน หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ ลืมคิดลืมตั้งคำถามกับตัวเองว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นไปได้หรือไม่ พอเชื่อหรือไว้ใจแล้วก็ลืมขั้นตอนในการตรวจสอบไป ทำตามคนอื่น เมื่อเห็นว่ามีคนส่วนใหญ่ทำกันมากมายก็ทำตามโดยไม่ได้หาข้อมูล เรียกว่าเขาเฮไหนก็เฮตาม สุดท้ายก็โดนต้มกันยกแก๊งค์ ไม่มีข้อมูล ขาดการติดตามข่าวสาร บางคนไม่สนใจติดตามข่าวสารข้อมูลในเรื่องกลโกงเหล่านี้ ซึ่งที่จริงแล้วถือเป็นประโยชน์มาก  ทำให้กลโกงแบบซ้ำ ๆ ที่ทำกันมานานจึงสามารถยังใช้หลอกคนได้อยู่เรื่อย ๆ คราวนี้เราไปลองดูมุมมองของ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ที่เคยให้สัมภาษณ์ลงในหนังสือสารคดีเมื่อปลายปีที่ผ่านมา อาจารย์ได้บอกไว้ว่าให้เราการดำเนินชีวิตของเราในทุกวันนี้ก็อยู่ภายใต้การถูกหลอกลวงอยู่แล้วในทุกวัน ทั้งจากการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริงต่าง ๆ อาจารย์ได้อ้างคำกล่าวของมาร์ก ทเวน ว่าการหลอกคนนั้นง่ายกว่าการทำให้คนถูกหลอกยอมรับว่าตัวเองโดนหลอก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงทีเดียว เรื่องที่แชร์กันในโลกออนไลน์ในทุกวันนี้นั้น กว่า 80-90% ก็แทบจะไม่เป็นความจริง เมื่อเราต้องพบเจอกับเหตุการณ์ใดก็ตามอาจารย์ได้ให้คำแนะนำว่าให้เราทำตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องคอยตั้งข้อสังเกต คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นตรรกะ คิดให้มาก ๆ ตั้งคำถามให้เยอะ ๆ ว่าหากเราทำแบบนี้แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ อย่าแค่เพียงทำตามคนส่วนใหญ่ โลภ อยากรวย โดยไม่หาข้อมูลหรือศึกษาหาความรู้ก่อน มิเช่นนั้นก็มีโอกาสที่จะโดนหลอกกันได้ง่าย ๆ   สิ่งที่ต้องระลึกอยู่เสมอ ก็คือ ของฟรีไม่มีในโลกและไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ สำหรับการหลอกลวงที่ใช้ความอยากรวยเป็นที่ตั้ง ท่องไว้เลยจริง ๆ อะไรที่มันง่ายนักมักจะมีอะไรที่แอบแฝง บางครั้งก็ต้องหัดมองโลกในแง่ไม่ดีไว้บ้าง หากเช็คหรือตรวจสอบข้อมูลก่อนได้ ให้ทำก่อนเสมอ ไม่มีอะไรเสียหายหากจะเสียเวลาเช็คเพียงเล็กน้อย ดีกว่าเราต้องสูญเสียอะไรที่มากมายกว่าเวลาแน่นอน อย่าแชร์ข้อมูลส่วนตัวให้ใครที่เราไม่รู้จัก โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ คิดให้มาก ตั้งคำถามให้มาก หากเรารู้ว่าเราเชื่อคนง่าย ให้ปรึกษาคนใกล้ตัว ปรึกษาหลาย ๆ คน บางคนมีข้อมูลมีประสบการณ์มากกว่าเราก็จะให้คำแนะนำเราได้ สุดท้ายคือต้องเปิดหูเปิดตาอยู่เสมอ อ่านข่าวสารเพื่อให้มีข้อมูลอัพเดทในเรื่องกลโกงในรูปแบบต่าง ๆ จะได้ไม่โดนหลอกซ้ำ อ้างอิง http://www.sarakadee.com/2015/11/16/jessada-psuedo-science/3/ http://www.vcharkarn.com/varticle/44263 เพราะอะไร คนถึงตกเป็นเหยื่อให้กับเหล่ามิจฉาชีพได้ง่ายๆ ? - 12/07/2019
12/07/2019
หัวใจเต้นช้า อายุยิ่งยืนยาว
หัวใจเต้นช้า อายุยิ่งยืนยาว อัตราการเต้นของหัวใจก็เป็นส่วนสำคัญของการมีสุขภาพดี เชื่อหรือไม่ว่าคนที่หัวใจเต้นช้าจะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่หัวใจเต้นเร็ว             ถ้าพูดถึงการมีสุขภาพดีและอายุยืน หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าหากเราใส่ใจออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นใส่ใจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจที่สำคัญต่อร่างกายมากที่สุด และการรักษาสุขภาพหัวใจที่ดีที่สุดก็คือการทำให้หัวใจแข็งแรงและสามารถสูบฉีดเลือดได้มากขึ้นโดยที่อัตราการเต้นของหัวใจน้อยลงนั่นเอง           ฟังดูอาจจะแปลกจนน่าสงสัย แต่การที่หัวใจของเราเต้นช้าลงนี่ล่ะค่ะคือวิธีที่จะทำให้เรามีชีวิตยืนยาวได้ แล้วเราจะทำให้หัวใจของเราเต้นช้าลงได้อย่างไร อัตราการเต้นของหัวใจจะช้าลงขนาดไหนถึงจะดีต่อสุขภาพ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปล้วงลึกกันถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้น รับรองว่าประโยชน์ของการที่มีหัวใจเต้นช้าจะทำให้คุณต้องรีบเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแน่นอนค่ะ             อัตราการเต้นของหัวใจ คือ อัตราความเร็วของการบีบตัวของหัวใจเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีหน่วยในการวัดเป็นครั้งต่อนาที ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการ ยืน นั่ง เดิน นอน และขึ้นอยู่กับสภาวะความเครียด รวมทั้งสุขภาพร่างกายโดยรวมของคนเรา           อัตราการเต้นของหัวใจไม่เพียงแต่ช่วยทำให้เราทราบได้ถึงสภาวะความผิดปกติของร่างกายของเราเท่านั้น แต่มันยังช่วยบ่งบอกถึงสุขภาพของหัวใจได้อีกด้วย ยิ่งหัวใจเต้นเร็วก็แปลว่าประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อหัวใจของเราไม่ดีพอที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้อย่างเพียงพอ ตรงข้ามกับหัวใจเต้นช้าที่แปลว่ากล้ามเนื้อหัวใจของเราสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้โดยไม่ต้องบีบตัวบ่อย ๆ ตัวอย่างเช่นนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกาย คนเหล่านี้จะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ต่ำ แต่กลับมีสุขภาพแข็งแรงเนื่องมาจากหัวใจของพวกเขามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทำให้ไม่ต้องบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปร่างกายบ่อย ๆ ค่ะ อัตราการเต้นของหัวใจเท่าไรถึงจะดี           โดยปกติแล้วในช่วงเวลาพักผ่อน หัวใจของคนเราจะมีอัตราการเต้นอยู่ที่ 72 ครั้งต่อนาที หรือประมาณ 60-80 ครั้งต่อนาที ส่วนในทารกและเด็กเล็กจะมีอัตราชีพจรอยู่ที่ 90-140 ครั้งต่อนาที แต่สำหรับนักกีฬาที่ถูกฝึกเป็นเวลานาน หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำก็อาจจะมีอัตราการเต้นของหัวใจเพียง 30-50 ครั้งต่อนาที ซึ่งผู้ใหญ่ไม่ควรจะมีอัตราการเต้นของหัวใจเกิน 100 ครั้งต่อนาที เพราะนั่นเป็นสัญญาณที่แสดงว่าคุณกำลังมีปัญหาสุขภาพ โดยมีการศึกษาในประเทศเดนมาร์กที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Heart ที่ทำการศึกษากับชายวัยกลางคนกว่า 3,000 คน เป็นเวลา 16 ปี พบว่าผู้ที่มีอัตราการเต้นมากกว่า 90 ครั้งต่อนาทีมีโอกาสที่จะเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจช้ากว่าถึง 3 เท่า    วิธีการวัดชีพจร           ชีพจรคืออัตราที่หลอดเลือดหดและขยายตัวตามจังหวะการเต้นของหัวใจสามารถวัดได้หลายที่ในร่างกาย เช่น บริเวณข้อมือทางด้านนิ้วหัวแม่มือ ขมับ มุมกระดูกขากรรไกรล่าง ข้าง ๆคอ ข้อพับแขน ขาหนีบ บริเวณขาพับ และบนหลังเท้าทางนิ้วหัวแม่เท้า โดยเราสามารถสังเกตได้ว่าบริเวณนั้นใช่บริเวณที่วัดชีพจรได้หรือไม่จากการจับดู จะรู้สึกว่ามีเส้นหยุ่น ๆ แน่น ๆ ส่วนวิธีการจับชีพจรมีดังนี้             วางปลายนิ้วมือ 2 นิ้วได้แก่ นิ้วชี้กับนิ้วกลาง เบา ๆ ที่บริเวณเส้นชีพจร และไม่ควรใช้นิ้วหัวแม่มือ เพราะว่าชีพจรบริเวณนิ้วหัวแม่มือของเรานั้นเต้นแรง อาจจะทำให้เกิดความสับสนได้            นับจำนวนชีพจรที่จับได้ไปพร้อมกับการจับเวลาโดย วิธีการคำนวณชีพจรมี 3 วิธี ได้แก่            - การคำนวณแบบเร็ว ซึ่งจะนับจำนวนชีพจรที่เต้นภายในเวลา 10 วินาที แล้วคูณด้วย 6 ตัวอย่างเช่น ในเวลา 10 วินาที นับชีพจรได้ทั้งหมด 12 ครั้ง ให้นำมาคูณ 6 ก็จะได้เป็น 12 x 6 = 72 ครั้งต่อนาที           - การจับชีพจนแบบละเอียด แบบ 30 วินาที แล้วคูณด้วย 2 หรือ ตัวอย่างเช่น ในเวลา 30 วินาที นับชีพจรได้ 35 ครั้ง ให้นำมาคูณ 2 ก็จะได้เป็น 35 x 2 = 70 ครั้งต่อนาที            - การจับชีพจนแบบละเอียด แบบ 60 วินาที วิธีนี้สามารถนำจำนวนที่นับได้มาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องคำนวณใด ๆ เพราะเป็นการจับชีพจรครบ 1 นาที แล้วค่ะ   หัวใจเต้นช้า ดีอย่างไร           หัวใจที่เต้นช้าไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลทำให้คนเราไม่เหนื่อยเร็วอีกด้วย นอกจากนี้การที่หัวใจเต้นช้าลงก็จะทำให้หลอดเลือดลดความตึงเครียดลง ทำให้เซลล์ในหัวใจได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เลือดที่ถูกสูบมีออกซิเจนมากขึ้น และร่างกายก็จะได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ค่ะ ซึ่งก็จะทำให้มีอายุที่ยืนยาวขึ้นค่ะ แล้วหัวใจเต้นเร็ว ส่งผลร้ายอย่างไร            ในวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด Harvard Heart Letter ได้เปิดเผยเกี่ยวการศึกษาเมื่อ 60 ปีก่อนว่า ผู้ชายที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูงจะมีแนวโน้มมีความดันโลหิตสูง มากกว่าผู้ที่มีอัตราการเต้นหัวใจต่ำ เพราะการที่หัวใจเต้นเร็วจะทำให้เกิดความตึงเครียดของผนังหลอดเลือด ส่งผลให้สมดุลระหว่างความต้องการออกซิเจนของหัวใจและความสามารถของหัวใจในการสูบฉีดเลือดลดลง นอกจากยังพบอีกว่าการเต้นหัวใจที่เร็วกว่าปกติยังมีการเชื่อมโยงกับกับโรคหลอดเลือด การเสียชีวิตอย่างกระทันหัน และความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย    ทำอย่างไรให้หัวใจเต้นช้าลง           การทำให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เพียงแค่เราลดความเครียด และหมั่นออกกำลังกาย รวมถึงการเลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลิกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อย่างเช่นอาหารที่มีไขมันสูง หรืออาหารที่หวาน หรือเค็มจัด นอกจากนี้ ในวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยังได้แนะนำให้ทำสมาธิ ที่สามารถช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลายลงได้อีกด้วยค่ะ           เห็นข้อดีของการที่หัวใจเต้นช้ากันแล้วใช่ไหมคะ ฉะนั้นอย่ามัวแต่รอช้า เรามาเริ่มออกกำลังกายและหมั่นดูแลสุขภาพเพื่อที่หัวใจจะได้แข็งแรงและไม่ทำงานหนักกันเลยดีกว่า ยิ่งเริ่มเร็วชีวิตก็ยิ่งยืนยาวขึ้นนะคะ ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก Sanook.com หัวใจเต้นช้า อายุยิ่งยืนยาว - 11/07/2019
11/07/2019
รู้หรือยัง ภัยจาก “น้ำหอม” น่ากลัวแค่ไหน
รู้หรือยัง ภัยจาก “น้ำหอม” น่ากลัวแค่ไหน “ น้ำหอม ” เครื่องสำอางค์เพิ่มเสน่ห์ชวนให้น่าหลงใหล ผู้ที่มีกลิ่นกายหอมกรุ่นเป็นเสน่ห์ดึงดูดชวนให้น่าหลงใหลได้ไม่น้อยเลยและเป็นค่าความนิยมในเรื่องความสวยความงามสำหรับผู้หญิง ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่มีวันเสื่อมคลาย การใช้น้ำหอมก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการเติมเสน่ห์ให้กับตนเอง แต่รู้หรือไม่ว่า น้ำหอมที่คุณใช้กันอยู่เกือบทุกวันนั้นมีอันตรายแอบแฝงอยู่   น้ำหอมมีหลายประเภท เช่น PERFUME เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำหอมเข้มข้นอยู่ประมาณ 15 – 40 % ให้กลิ่นหอมที่แรงและนาน ,  COLOGNE เป็นน้ำหอมที่มีกลิ่นบางเบา ช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น แม้กลิ่นหอมจะอยู่ได้ไม่ยาวนานก็ตาม  ในการเลือกซื้อน้ำหอมก็มีอันตารายเช่นกัน  นั่นก็คือ  ไม่ควรทดลองเกิน 3 กลิ่นต่อเนื่องกัน และไม่ควรดมกลิ่นจากขวดโดยตรง  ควรทดสอบกับข้อมือ   เนื่องจากความร้อนของร่างกายจะทำให้กลิ่นน้ำหอมเหมือนกับเมื่อตอนที่เราฉีดลงบนร่างกาย  เนื่องจากจมูกไม่สามารถแยกกลิ่นของน้ำหอมได้   สำหรับผู้หญิงที่ชอบใช้น้ำหอมกลิ่นแรง อาจเป็นโทษได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว นักวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ชอบใช้น้ำหอมกลิ่นแรงๆเป็นระยะเวลานานอาจทำลายสุขภาพได้ โดยจะทำให้สูญเสียความไวของระบบบประสาทการรับรู้กลิ่น จนอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้..     น้ำหอมที่คุณใช้กันอยู่นั้นล้วนมีส่วนผสมของสารเคมีสังเคราะห์ โดยสารเคมีเหล่านี้จะถูกนำมาผสมปรุงแต่งให้เป็นกลิ่นต่างๆ ซึ่งสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในการทำน้ำหอมเป็นสารเคมีอันตราย โดยเฉพาะน้ำหอมที่ใช้สารสังเคราะห์จำพวกปิโตรเลียม เช่น อนุพันธ์ของเบนซีนและอัลดีไฮด์ (Aldehyde), สารพทาเลท (phthalate), สารพาราเบน (paraben), หรือสารฟีนอล (phenol) ฯลฯ    สารเคมีเหล่านี้อาจมีผลทำให้อสุจิถูกทำลาย และและสาร musk ketone เป็นสารที่ใช้เป็นสารให้กลิ่นหอมในน้ำหอม  มีคุณสมบัติตกค้างยาวนานมากและสะสมได้ดีมากในสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะสะสมใน เนื้อเยื่อไขมัน และเต้านม          ถึงแม้น้ำหอมจะทำให้เราดูมีเสน่ห์ เสริมสร้างความมั่นใจ แต่ก็มีโทษมากมายเช่นกัน การเลือกใช้น้ำหอมนั้นไม่ว่าน้ำหอมนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง ก็ต้องจะพิจารณาก่อนที่จะเลือกซื้อเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับเงินที่ เสียไป และไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต   ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก SANOOK.COM หาเงินออนไลน์ง่ายๆกับดีไอเซอร์เวย์ - 08/07/2019
08/07/2019
6 อันดับเหล้าใสไร้สีที่นักดื่มควรรู้ มีกี่ชนิด ต่างกันอย่างไร? อ่านต่อ
6 อันดับเหล้าใสไร้สีที่นักดื่มควรรู้ มีกี่ชนิด ต่างกันอย่างไร? อ่านต่อ ประเภทของเหล้าใสมีอะไรบ้าง? หันไปทางไหนก็สีใสเหมือนกันหมด แต่ละขวดมันต่างกันยังไงนะ!?       เรามีเรื่อง “เหล้า” มาเล่าให้คุณฟัง...มารู้จักความเหมือนที่แตกต่างของของเหลวยอดนิยม ที่มีทั้งคุณและโทษในขวดเดียว รู้ให้จริงเหล้าใสไร้สีมีกี่ชนิด? ต่างกันอย่างไร?   1วอดกา (Vodka) วอดกา แต่เดิมเขียนว่า “Vada” เป็นภาษารัสเซีย แปลว่า น้ำแห่งชีวิต ต่อมามีการเพี้ยนไปเป็น “Vodka” เป็นเหล้าสีขาวใสกลั่นจากส่วนผสมหมักอย่างกากน้ำตาลของมันฝรั่ง ธัญพืช (โดยมากเป็นข้าวไรย์หรือข้าวสาลี) มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ประมาณ 35% - 95% มีกลิ่นเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่รู้สึก เนื่องจากผ่านกรรมวิธีในการกำจัดกลิ่นออก ดื่มแล้วไม่มีกลิ่นติดค้างในคอ ในสมัยนี้มีการแต่งกลิ่นเพิ่มเข้าไป เช่นกลิ่น ผลไม้ หรือสมุนไพรต่าง ๆ  2โซจู (Soju) โซจู จัดเป็นวอดกาชนิดหนึ่ง เป็นเหล้าที่ชาวเกาหลีที่นิยมดื่มกันในทุกเทศกาล หรือแม้จะไม่มีเทศกาลก็ตั้งวงดื่มกันเป็นปกติ มีลักษณะใส ไม่มีกลิ่น รสขมอมหวาน ซึ่งเป็นผลจากการกลั่นจากข้าว มันเทศ หรือมันฝรั่งหมัก มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ประมาณ 17% - 45% ภาพจำของโซจูคือเครื่องดื่มใสแจ๋วบรรจุในขวดสีเขียวใส ปัจจุบันมีการเสริมแต่งกลิ่นรสของผลไม้ชนิดต่าง ๆ เข้าไป เช่น ส้ม แอปเปิ้ล ฯลฯ ทำให้ดื่มง่ายขึ้น 3สาเก (Sake) สาเก เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมจากประเทศญี่ปุ่น ทำจากข้าวหมักกับกล้าเชื้อ หรือ “โคจิ” จึงมีชื่อเรียกว่า ไวน์ข้าว แต่การผลิตจะใช้การกลั่นเหมือนกับกระบวนการผลิตเบียร์ หรือเหล้ามากกว่าไวน์ โดยส่วนใหญ่ สาเกจะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 18% - 20% และจะเหลือเพียง 15% เมื่อบรรจุลงขวด เป็นเครื่องดื่มที่สามารถดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา จะดื่มคนเดียวหรือเพื่อสังสรรค์เป็นหมู่คณะก็ได้ เพราะสาเกสามารถดื่มได้กับอาหารญี่ปุ่นทุกอย่างและเข้ากันได้ดีกับอาหารทุกประเภท แต่ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ดื่มกับอาหารที่มีข้าวเป็นหลัก อาทิ ซูชิ หรือโอนิกิริ เพราะจะทำให้สาเกสูญเสียรสชาติไป โดยจะนิยมเสิร์ฟอยู่ 2 แบบ คือ แบบร้อน และแบบเย็น 4จิน (Gin) จิน มีลักษณะสีขาวใสบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมจากรากไม้และสมุนไพร มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 37.5% - 50% ได้จากการนำเมล็ดข้าวโพด ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และข้าวต่างๆ มาบดให้เข้ากันแล้วนำไปต้มและหมัก เมื่อหมักได้ปริมาณแอลกอฮอล์ตามต้องการแล้วก็ทำการกลั่นครั้งแรก แล้วกลั่นซ้ำอีกโดยเติมผลจูนิเปอร์ (Juniper) ลงไปเล็กน้อย นอกจากผลจูนิเปอร์ อาจเติมสมุนไพรอื่นๆ เพื่อให้กลิ่นและรสลงไปด้วย เช่น อัลมอนด์ (Almond) คาลามุส (Calamus) คาราเวย์ (Caraway) คาสเซีย (Cassia) อบเชย ลูกกระวาน แอนเจลิกา เมล็ดอะนิส เมล็ดผักชี เมล็ดเทียนข้าวเปลือก ขิง มะนาว เปลือกส้ม ออร์ริส ชะเอม โดยอาจใช้ส่วน ราก เปลือก เมล็ด หรือผล 5 เตกีลา (Tequila) เตกีลา เป็นเหล้าที่ผลิตในประเทศเม็กซิโก มีวัตถุดิบเป็นต้นกระบองเพชรพันธุ์อากาเว (Agave) โดยจะเลือกเฉพาะพันธุ์สีฟ้า หรือที่เรียกกันว่า "บลู อากาเว" (Blue Agave) เท่านั้น และต้องใช้อากาเว ที่มีอายุ 8-12 ปี ขึ้นไป โดยลักษณะผลอากาเวจะมีลักษณะเหมือนผลสับปะรด ภายในจะมีเนื้อและน้ำฉ่ำซึ่งเหมาะแก่การหมัก โดยจะนำเอาผลไปคั้นเอาน้ำเพื่อนำไปหมัก ใช้ระยะเวลาการหมักประมาณ 2 วัน แล้วจึงนำไปกลั่นก็จะได้น้ำใสที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ 32% – 60% โดยปกติเตกีลาจะไม่มีการบ่มต่อ จะนำไปบรรจุขวดจำหน่ายได้เลย 6 เหล้าขาว (White Rum) เหล้าขาว จัดเป็น White Rum ชนิดหนึ่งทำมาจากน้ำตาลอ้อยคุณภาพดี จึงทำให้มีกลิ่นหอม นุ่ม และมีรสชาติต่างจากเหล้าใสไร้สีอื่น ๆ ปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ประมาณ 35-40% แต่มีบางยี่ห้อที่ผลิตให้มีดีกรีสูงมาก ๆ ถึง 75.50% ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความปลอดภัยระดับแอลกอฮอล์ควรอยู่ระหว่าง 35 - 40 ดีกรี โดยเหล้าขาวต้องปราศจากเครื่องย้อม หรือสิ่งผสมปรุงแต่งอื่นนอกจากน้ำ    บรรณานุกรม Colleen, G. (2018). Liquor 101: 6 Types of Distilled Spirits. Retrieved from https://www.thespruceeats.com/quick-guide-to-distilled-spirits-760713 Draco Maculatus, (2561). “ชนิดของเหล้าที่นักดื่มควรรู้." เข้าถึงได้จาก https://th.liq9.asia/blog/liq-basic-all-kind-of-liquor.html สืบค้น 10 ธันวาคม 2561.  Mr.LIQ9, (2561). “Liq101 : เปิดตำราเหล้ากลั่นทุกชนิด." เข้าถึงได้จาก https://th.liq9.asia/blog/liq-basic-all-kind-of-liquor.html สืบค้น 8 ธันวาคม 2561.  อ่านต่อได้ที่ https://www.wongnai.com/food-tips/types-of-clear-liquors?ref=ct 6 อันดับเหล้าใสไร้สีที่นักดื่มควรรู้ มีกี่ชนิด ต่างกันอย่างไร? - 05/07/2019
05/07/2019
"10 อันดับ สัตว์ หายากที่สุดในโลก "
"10 อันดับ สัตว์ หายากที่สุดในโลก "   วันนี้เราจะพาไปชม "10 อันดับ สัตว์ หายากที่สุดในโลก " ลองไปชมกันซิว่าท่านจะรู้จักสักกี่ชนิดหรืออาจจะไม่รู้จักเลย   10 Red Wolf หมาป่าชนิดนี้มีขนาดเล็ก และ ผอมกว่าหมาป่าสีเทา พื้นที่ที่มันอาศัยอยู่มีขนาดถึง 1.7 ล้านเอเคอร์นับจาก ฟอลริด้า และเท็กซัส ถึง Calorina ใหญ่กว่าป่าร้อยเอเคอร์ในหมีพูห์เป็นไหนๆ)ตอนเหนือในปี 1980 มีเพียง 20 ตัวเท่านั้นที่ไม่ใช่พันธุ์ทางปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 207 ตัว และ 100 กว่าตัวอยู่ในพื้นที่ป่า       9 Iberian Lynx มันเป็นหนึ่งในแมวที่ใกล้สูญ พันธุ์มากที่สุด 36 สายพันธุ์ มันถูกฆ่าด้วยกับดักที่ใช้ดักกระต่ายบ่อยๆ หรือไม่ก็ถูกรถชน รัฐบาลสเปนศึกษาในปี 2005 พบว่าเหลือเพียง 103 ตัวเท่านั้นลดลงมาจาก 400 ตัวในปี 2000 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก     8 Tamaraw (Dwarf Water Buffalo) พบใน เกาะmindoro ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในปี 1900 มันมีจำนวนถึง 10000 ตัว 120 ตัวในปี 1975 370 ตัวในปี 1987 ในปี 2002 เหลือเพียง 30 ถึง 200 ตัวเท่านั้นปัจจุบันเป็นสัตว์สงวนและห้ามล่าโดยมีกฏหมายลงโทษอย่างรุนแรง     7 Northern Hairy-nosed Wombat ในศตวรรษที่ 19 วอมแบตชนิดนี้พบได้ใน New South Wales และ Victoria แต่ปัจจุบันพบในอุทยานเล็กๆใกล้กับ Epping Forest Station ในรัฐควีนแลนด์ ออสเตรเลีย ซึ่งถูกสงวนไว้ ปัจจุบันเหลือประมาน 133 ตัวเท่า นั้น รัฐบาลออสเตรเลียได้ให้งบในการขยายพันธุ์ไว้ 250000 เหรียญต่อปี     6 Hispid hare หรืออีกชื่อหนึ่ง bristly rabbit พบบริเวณภูเขาหิมาลัย หูสั้น ขาหน้าและขาหลังมีขนาดไม่ต่างกันมาก เหลือเพียงประมาณ 100 กว่าตัวเท่าที่พบ     5 Javan Rhino แรดชนิดหนึ่งเหลือเพียงไม่ถึง 60 ตัวพบได้ในอินโดนิเซียและเวียดนาม มันถูกผู้คนในท้องถิ่นล่าเพื่อนำเขาของมันไปขาย หรือทำยา มันเสี่ยงต่อโรคระบาดมาก จึงเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่ง     4 Seychelles Sheath-tailed Bat ค้างคาวชนิดนี้เหลือเพียงไม่ถึง 100 ตัวในโลก พบในเกาะ seychelles ในหมู่เกาะมาดากัสการ์ ปัจจุบันต้องการการสำรวจวิจัยว่าพวกมันมีการกินอยู่อย่างไร เราต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อที่จะเพิ่มจำนวนของมัน ด้วยการมุ่งจะเพิ่มจำนวนของมันอย่างหนัก ในระยะยาวอาจเพิ่มได้ถึง 500 ตัว     3 The Vancouver Island Marmot มาร์มอทชนิด นี้พบในภูเขาสูงของเกาะแวนคูเวอร์ เคยมีจำนวนต่ำกว่า 75 ตัว ในปี 2005ได้รับการเพาะพันธุ์จนมีจำนวน 150 ตัว(รวมตัวอ่อน) เป้าหมายที่คาดสูงสุดคือการจะทำให้มันมีจำนวนถึง 400 ตัว     2 Baiji (Yangtze River Dolphin) ปลาโลมาชนิดหนึ่ง สัตว์ที่หายากที่สุดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่สิบตัวเท่านั้นจะพบในแม่น้ำหรือทะเลสาบที่น้ำใส สะอาดเท่านั้นสาเหตุของการที่หลงเหลือน้อยมาจากความสกปรกของแหล่งน้ำ การประมง อุปกรณ์จับสัตว์น้ำ     1 The Pinta Island tortoise หนึ่งในเพียงไม่กี่ชนิดของเต่ายักษ์แห่งกาลาปากอส สัตว์ที่หายากที่สุดในโลกปัจจุบันเหลือเพียง 1 ตัวเท่านั้น เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาะกาลาปากอส อีกทั้งยังมีประกาศว่าจะมอบเงินจำนวน 10,000$ แก่ผู้พบเต่าตัวเมียชนิดนี้ ที่มา: TOPTENTHAILAND.Com และ Sanook.com 10 อันดับ สัตว์ หายากที่สุดในโลก - 04/07/2019
04/07/2019