News
รู้จัก “GHB” ยาเสียหนุ่ม เสียสาว GHB หรือชื่อเต็มๆ คือ gamma-Hydroxybutyric (แกมมา ไฮดรอกซี บูเทอริก) ในชื่อภาษาไทยเรา มักจะเรียกว่า “ยาเสียสาว” หรือตอนนี้อาจจะต้องเพิ่มว่าเป็น “ยาเสียหนุ่ม” ด้วย ยาชนิดนี้มีผลออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้รู้สึกตื่นตัว รู้สึกสนุก รวมถึงการที่อยากมีเพศสัมพันธ์ด้วย ปัจจุบันพบการระบาดใช้ในสถานบันเทิงต่างๆ มากมาย ในทางการแพทย์เราใช้ยาชนิดนี้อยู่บ้างในการวางสลบ การผ่าตัด การทำคลอด รักษาโรคบางโรค เช่น โรคง่วงหลับ โรคพิษสุราเรื้อรัง มีการควบคุมการใช้ที่เข้มงวดโดยแพทย์ แต่ยาตัวนี้ถูกถอนออกจากบัญชียาตั้ง แต่ปี 2533 แล้ว ยา GHB มีทั้งชนิดเม็ด ชนิดผง หรือชนิดเหลว ที่นิยมใช้กันจะเป็นลักษณะเหลวใส เพราะใช้ง่าย มีรสเค็มเล็กน้อยกลมกลืนกับเครื่องดื่ม ในตลาดมืดจะเรียกว่า Liquid X หรือ Liquid E สามารถผสมกับเครื่องดื่มได้โดยที่เราไม่รู้ว่ามีส่วนผสมของยาชนิดนี้อยู่ อาการเมื่อเราโดนยา GHB จะแตกต่างกันไปตามขนาดยาที่ได้รับ หากได้รับปริมาณมากๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ ผลอาการจากยา GHB ที่พอจะสรุปได้ มีดังนี้ 1. หากได้รับปริมาณยาไม่มาก ช่วง 5-10 นาทีแรก จะมีอาการมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน เคลื่อนไหวลำบาก 2. หากได้รับปริมาณยาขนาดสูง อาจทำให้เกิดการกดการทำงานของสมอง กดการทำงานของระบบหายใจ หมดสติ หรือเกิดการเสียชีวิตได้ 3. หากได้รับร่วมกับยาเสพติดอื่นๆ หรือแอลกอฮอล์ ก็จะทำให้เกิดผลเสียที่มากกว่าหลายเท่า   การป้องกันและหลีกเลี่ยง มีดังนี้ 1. การป้องกันทำได้ยาก เพราะเราจะสังเกตยากว่ามีส่วนผสมของยา GHB หรือไม่ในเครื่องดื่ม 2. ไม่ไปสถานบันเทิงคนเดียว ควรมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไปด้วย 3. ดื่มแอลกอฮอล์ให้พอดี เพื่อให้มีสติ ไม่เกิดอาการมึนเมา 4. ไม่รับเครื่องดื่มจากคนที่เราไม่รู้จัก 5. ไม่ดื่มเครื่องดื่มอย่างรวดเร็ว หากเราดื่มทีละน้อย จะสังเกตตัวเองได้ว่าเกิดอะไรผิดปกติหรือไม่ 6. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแก้วเดียวกันกับผู้อื่น 7. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่อยู่ในภาชนะที่มีปากกว้าง เพราะภาชนะแบบนี้สามารถใส่ส่วนผสมเช่น ยาอันตราย ลงไป ได้ง่าย 8. ไม่ควรละสายตาจากเครื่องดื่มของตัวเอง ขอขอบคุณข้อมูลและคำแนะนำจาก: รศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มา: https://youtu.be/1zRijrGMmHY รู้จัก “GHB” ยาเสียหนุ่ม เสียสาว - 02/07/2019
สมัครบัตรเครดิตซิตี้ ทางออนไลน์
สมัครบัตรเครดิตซิตี้ ทางออนไลน์   บัตรเครดิตซิตี้ แม็คโคร แพลตตินั่ม รีวอร์ด มอบความคุ้มค่าสูงสุดที่แม็คโคร ร้านอาหาร และร้านค้าทั่วโลก รับส่วนลดสูงสุด 50% และสิทธิ ประโยชน์ตลอดปี จากร้านอาหารกว่า 2,000 ร้าน ทั่วประเทศ รับส่วนลดและสิทธิประโยชน์ มากมาย จาก 5,000 ร้านค้า ทั่วโลก ด้วย Citibank World Privileges รับเครดิตเงินคืนเข้าบัญชี 1% ณ สถานีบริการน้ำมันเชลล์ ทั่วประเทศ   บัตรเครดิตซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม รับเครดิตเงินคืน 5% เมื่อใช้จ่ายที่รถไฟฟ้า BTS, MRT, Grab, ร้านบู๊ทส์ และร้านวัตสัน รับเครดิตเงินคืน 1% จากการใช้จ่ายอื่นๆ สะดวก รวดเร็ว เพียงแตะบัตรฯ ด้วย Visa payWave ฟรี บริการผู้ช่วยส่วนตัว ฟรี ประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางสูงสุด 7 ล้านบาท ฟรี ค่าธรรมเนียมรายปี เมื่อมียอดใช้จ่ายครบ 60,000 บาทต่อปี บัตรเครดิตซิตี้ เพรสทีจ รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 2 คะแนน เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ครบทุก 25 บาท สำหรับการใช้จ่ายภายในประเทศ และรับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 3 คะแนน สำหรับการใช้จ่ายที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ รับคะแนนสะสมพิเศษประจำปี ตามยอดใช้จ่ายตลอดทั้งปี สูงสุด 5% บริการห้องพักรับรองพิเศษผ่านบัตร Priority Pass กว่า 1,000 แห่ง ใน 130 ประเทศทั่วโลก ไม่จำกัดจำนวนครั้ง บัตรเครดิตซิตี้ รอยัล ออร์คิด พลัส ซีเล็คท์ ทุก 20 บาท รับ 1 คะแนน สะสม ซิตี้ รีวอร์ด แลกรับได้ 1 ไมล์สะสม บริการห้องพักรับรองพิเศษ Royal Silk Lounge ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ฟรี 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน เมื่อเดินทางกับการบินไทยเส้นทางระหว่างประเทศ บริการรถลีมูซีน จากบ้านถึงสนามบิน เมื่อซื้อตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ต่างประเทศ ผ่าน Citibank Travel Service บริการเลขาส่วนตัวและช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ตลอด 24 ชั่วโมง บัตรเครดิตซิตี้ รอยัล ออร์คิด พลัส พรีเฟอร์  ทุกๆ 15 บาท รับ 1 ไมล์สะสมสำหรับการใช้จ่ายในหมวดร้านอาหาร หมวดท่องเที่ยว และการใช้จ่ายด้วยสกุลเงินต่างประเทศ และทุกๆ 20 บาท รับ 1 ไมล์สะสมสำหรับการใช้จ่ายในหมวดอื่นๆ รับ Anniversary Bonus 25,000 คะแนน เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ครบ 1 ล้านบาท ภายใน 1 รอบปีสมาชิกบัตรเครดิต และต่ออายุบัตรฯ ในปีถัดไป บริการ ลีมูซีนจากบ้านถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 2 ครั้ง/ปี พร้อมส่วนลด 50% สำหรับ 2 ครั้งต่อไป บริการ Meet & Assist และ บริการห้องพักรับรองพิเศษ Royal Silk Lounge ที่สนามบิน สุวรรณภูมิ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เมื่อเดินทางกับการบินไทยสำหรับเส้นทางระหว่างประเทศ   สมัครบัตรเครดิตซิตี้ ทางออนไลน์ - 25/06/2019
25/06/2019
โทษของน้ำตาลเทียม อันตรายกว่าที่คิด
โทษของน้ำตาลเทียม อันตรายกว่าที่คิด   หลายคนที่รักสุขภาพ จะรู้ดีว่าน้ำตาลหากทานมากเกินไปไม่ดีต่อร่างกาย จึงเลี่ยงไปทานน้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลกัน เพื่อให้ได้รสชาติความหวาน แต่ไม่รู้สึกผิดต่อร่างกาย ซึ่งความจริงแล้ว น้ำตาลเทียมได้แฝงอันตรายเอาไว้มากมาย แต่ก่อนทราบมาดูข้อมูลก่อนว่าน้ำตาลเทียมคืออะไร   น้ำตาลเทียมคืออะไร ? น้ำตาลเทียมที่จำหน่ายกันอยู่ในท้องตลาด จะมีส่วนประกอบเป็นสารที่ให้ความหวานเรียกว่าแอสปาร์เทม (Aspartame) มาผสมกับน้ำตาลแล็กโทส และสารซิลิคอนไดออกไซด์ ซึ่งสาร 2 ตัวหลังจะทำหน้าที่ช่วยในการทำให้ผลิตภัณฑ์อยู่ในลักษณะเป็นผงดีเท่านั้น   อันตรายจากน้ำตาลเทียม 1. สารเคมีตกค้างทำให้ ก่อมะเร็ง แอสปาแทมจะประกอบไปด้วยสารเคมีจำนวน 3 ชนิด คือ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลอะลานีน และเมธานอล ซึ่งหากร่างกายได้รับสารเคมีเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ก็จะไม่สามารถกำจัดออกไปจากร่างกายได้หมด สุดท้ายอาจเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ และจะทำให้ DNA ภายในร่างกายเกิดความเสียหาย และอาจพัฒนาจนกลายเป็นความผิดปกติในเซลล์ และเป็นมะเร็งได้ในที่สุด 2. เป็นสาเหตุโรคอ้วน และเบาหวานทางอ้อม จุดหมายของน้ำตาลเทียม คือการแทนที่การทานน้ำตาล เพื่อจะเลี่ยงโรคอ้วน และเบาหวานได้ แต่กลับกลายเป็นว่าแอสปาแทมเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็น 2 โรคนี้เสียเอง เพราะแอสปาร์แทมจะทำให้ร่างกายมีปริมาณการผลิตฮอร์โมนที่ผิดปกติ และส่งผลให้ร่างกายยิ่งโหยหาความหวานจากน้ำตาลมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังวนเวียนกลับไปหาน้ำตาลแท้เหมือนเดิม อีกทั้งยังต้องการอาหารมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย 3. เป็นสารที่อันตราย ถึงแม้ว่าจะมีการอนุญาตให้ใช้น้ำตาลเทียมบริโภคอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนแล้ว แต่จากการทดลองกับสัตว์บางชนิด ก็ยังพบอาการข้างเคียงได้เช่น ชักอย่างรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต 4. ท้องอืด ท้องเฟ้อ แอสปาแทมเป็นน้ำตาลเทียม ที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงทำให้มันไปกองรวมกันอยู่ในลำไส้ใหญ่ และจะมีแบคทีเรียที่สามารถย่อยแอสปาแตมได้ แต่จะผลิตก๊าซออกมาด้วย จึงทำให้มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อและถ่ายได้มากกว่าปกติ 5. มีอันตรายต่อสมอง กรดแอสปาร์ติก ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งในน้ำตาลเทียม ก็สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์สมองได้ และเมื่อมีปริมาณแคลเซียมในสมองมากๆ ก็ทำให้สมองได้รับอันตรายได้ อีกทั้งเซลล์สมองอาจมีความผิดปกติ อาจทำให้เกิดโรคลมบ้าหมู อัลไซเมอร์ และรวมไปถึงปลอกประสาทอักเสบ หรือต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติก็ได้ วิธีการลดความหวานโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาลเทียม วิธีการรักษาสุขภาพได้ดีที่สุดก็คือให้ลดการกินน้ำตาลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่ต้องใส่ความหวานเข้าไป ทั้งน้ำตาลทราย และนมข้นหวาน ที่แต่งรสกาแฟเย็นหรือชาเย็นหรือเลี่ยงขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว เค้ก หรือคุกกี้ ด้วยการกินผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำทดแทน ]หมากฝรั่ง นิยมใช้น้ำตาลเทียม อาหารคาวก็เป็นตัวที่ซ่อนน้ำตาลมาแบบไม่รู้ตัว ควรพยายามฝึกลิ้นให้อย่าติดกับความหวาน ไม่ว่าจะกินก๋วยเตี๋ยวจากใส่น้ำตาลครั้งละสองช้อนก็ต้องลดลงมาให้มาก หรือไม่ใส่เลยได้ยิ่งดี เพราะแค่น้ำแกงที่ได้จากซุปก้อนก็แย่แล้ว หากใส่น้ำตาลเข้าไปอีกก็จะยิ่งไปกันใหญ่ สรุปทานน้ำตาลเทียมได้หรือไม่   จากโทษทั้งหมดข้างต้นไม่ใช่ว่าจะกลัวจนทานไม่ได้ ความจริงคือยังทานได้ต่อไปเพราะระบบในร่างกายของทุกคน สามารถขจัดสารพิษในเบื้องต้นได้ ยกเว้นคนที่เป็นโรคฟินิลคิโตนูเลียเท่านั้น อีกทั้งส่วนใหญ่จะกินในปริมาณที่ต่ำมากๆ ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ ข้างต้นเพราะน้ำตาลเทียมจึงน้อยมาก แต่ก็ใช่จะไม่กลัวเลย ขอให้การกินอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ หรือถ้าอยากลดการกินน้ำตาล ก็ลดการทานหวานไปเลยจะดีกว่า   ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก  www.honestdocs.co โทษของน้ำตาลเทียม อันตรายกว่าที่คิด - 21/06/2019
21/06/2019
ไข้เลือดออก อาการไข้เลือดออก ภัยเงียบคร่าชีวิตคนนับร้อยภายในไม่กี่วัน
ไข้เลือดออก อาการไข้เลือดออก ภัยเงียบคร่าชีวิตคนนับร้อยภายในไม่กี่วัน ไข้เลือดออก บางคนเดินเข้าโรงพยาบาลไปนอนรักษาง่ายๆ ไม่กี่วันก็กลับบ้าน แต่บางคนสามารถมีอาการหนักจนถึงขั้นเข้าห้องไอซียู ให้เลือด ให้น้ำเกลือ หากร่างกายอ่อนแอจนไม่สามารถต้านทานไหว หรือเข้าสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ก็อาจเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่วันได้เช่นกัน  ปัจจุบันไข้เลือดออกกำลังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศไทย เพราะแต่ละปีมีผู้ป่วยจากทุกภาคเป็นจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และโรคนี้มักระบาดมากในฤดูฝนเพราะมียุงลายชุกชุม ไข้เลือดออก คือ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกีซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง มียุงลายเป็นพาหะนำโรค กล่าวคือ ยุงลายจะกัดคนที่เป็นโรคไข้เลือดออกก่อนแล้วจึงไปกัดคนที่อยู่ใกล้เคียงก็จะเป็นการแพร่เชื้อให้คนอื่นๆ ต่อไป  การติดต่อของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก มักติดต่อจากคนไปสู่คน ซึ่งมียุงลายเป็นตัวพาหะที่สำคัญ (Aedes aegypt) โดยยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี จากนั้นเชื้อจะเข้าไปฟักตัวและเพิ่มจำนวนในตัวยุงลาย ทำให้มีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวของยุงตลอดระยะเวลาของมันประมาณ 1 - 2 เดือน แล้วถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนที่ถูกกัดได้ ยุงลายเป็นยุงที่อาศัยอยู่ในบริเวณบ้าน มักออกกัดเวลากลางวัน มีแหล่งเพาะพันธุ์ คือ น้ำนิ่งที่ขังอยู่ในภาชนะเก็บน้ำต่างๆ อาทิ โอ่ง แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ชาม กระป๋อง หม้อ ยางรถยนต์ หรือกระถาง เป็นต้น โรคไข้เลือดออก พบโดยมากในฤดูฝน เนื่องจากในฤดูนี้เด็กๆ มักจะอยู่บ้านมากกว่าฤดูอื่นๆ อีกทั้งยุงลายยังมีการแพร่พันธุ์มากในฤดูฝน ซึ่งในเมืองใหญ่ๆ อย่าง กรุงเทพฯ อาจพบโรคไข้เลือดออกนี้ได้ตลอดทั้งปี ไข้เลือดออก อันตรายถึงชีวิต ผู้ป่วยบางรายแค่มีอาการไข้ขึ้นสูง พอไข้ลดก็กลับบ้านได้เลย แต่ผู้ป่วยบางรายอาการหนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่เชื้อที่ได้รับ และภูมิต้านทานโรคของตัวผู้ป่วยเอง จึงทำให้ความรุนแรงของอาการไข้เลือดออกในแต่ละคนไม่เท่ากัน ช่วงที่อันตรายที่สุด ของโรคไข้เลือดออก ในช่วงที่รักษาตัวจนไข้ลด ภายใน 48 ชั่วโมง ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจเกิดอาการช็อก หรือเลือดออกตามร่างกาย ซึ่งสาเหตุจากการเสียชีวิตในโรคนี้ก็มาจากอาการช็อก ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง (แม้เราจะไม่เห็นผู้ป่วยมีอาการขาดน้ำจากภายนอกแต่ย่างใด) น้ำในหลอดเลือดจะไหลไปอยู่ในเนื้อเยื่อข้างเคียง ความดันเลือดลดลง จนเกิดอาการช็อกตามมา แต่หากไม่แสดงอาการใดๆ ก็จะถือว่าปลอดภัยแล้ว ลักษณะของยุงลาย ยุงลายที่เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก คือ ยุงลายตัวเมีย มีลักษณะเป็นลายสีขาวสลับดำที่ท้อง ลำตัวและขา พบมากตามบ้านอยู่อาศัยและในสวน ออกหากินในเวลากลางวันและขยายพันธุ์โดยวางไข่ในน้ำนิ่ง พบบ่อยตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น โอ่งน้ำ แจกันดอกไม้ จานรองขาตู้กับข้าว ยางรถยนต์เก่า และเศษวัสดุอื่นๆ เป็นต้น   อาการของโรคไข้เลือดออก แบ่งเป็น 3 ระยะได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลันและไข้จะสูงลอยตลอดเวลาอยู่ประมาณ 2-7 วัน กินยาลดไข้ ไข้มักจะไม่ลด หน้าแดง ตาแดง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ กระหายน้ำ เบื่ออาหาร อาเจียน ซึม บางรายอาจปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวาหรือปวดท้องทั่วไป และอาจมีท้องผูกหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย ส่วนมากมักไม่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลหรือไอมากแต่บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ คอแดงและไอเล็กน้อยประมาณวันที่ 3 อาจมีผื่นแดง ไม่คันขึ้นตามแขนขาและลำตัวอยู่ประมาณ 2-3 วัน บางรายอาจมีจ้ำเขียวหรือจุดเลือดออกเกิดขึ้นซึ่งมีลักษณะเป็นจุดสีแดงเล็กๆ ขึ้นตามหน้า แขนขา ซอกรักแร้ ในช่องปาก และอาจคลำพบตับโตกดเจ็บเกิดขึ้นได้ ในระยะนี้ถ้ามีอาการรุนแรงจะปรากฏอาการระยะที่ 2 ต่อไป ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก อาการมักจะเกิดช่วงวันที่ 3 - 7 ของโรคซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤต โดยอาการไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วแต่ผู้ป่วยมักมีอาการทรุดหนักและมีภาวะช็อกเกิดขึ้น คือ กระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ความดันเลือดต่ำ ซึม นอกจากนี้อาจมีเลือดออกตามผิวหนังหรือมีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้น เลือดกำเดาไหล อาเจียน และถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นสีกาแฟ ระยะนี้กินเวลาประมาณ 24 – 48 ชม. ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีอาจอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ถ้าผู้ป่วยสามารถผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว ในรายที่ได้รับการรักษาถูกต้องและทันท่วงที ภาวะช็อกไม่รุนแรงอาการต่างๆจะเริ่มดีขึ้น และอาการที่แสดงว่าผู้ป่วยดีขึ้น คือ เริ่มรับประทานอาหารได้ ลุกนั่งได้ และร่างกายจะค่อยๆฟื้นตัวสู่สภาพปกติ ระยะนี้อาจกินเวลาประมาณ 2-3 วัน รวมระยะเวลาของโรคไข้เลือดออกที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนประมาณ 7-10 วัน การรักษาโรคไข้เลือดออก การรักษา โรคไข้เลือดออก นั้นยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะตัวสำหรับกำจัดเชื้อไวรัสเดงกี การรักษาตามอาการจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำมากที่สุด ในขั้นแรกเมื่อมีไข้สูงจะให้ยาพาราเซตามอล ห้ามให้ใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดออกรุนแรงขึ้น หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ใช้ยาแก้คลื่นไส้และให้ดื่มน้ำเกลือแร่ หรือน้ำผลไม้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อย รวมถึงสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะช็อคได้ ซึ่งภาวะช็อคส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงที่ไข้ลด ผู้ปกครองควรทราบอาการ ได้แก่ อาการปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลง มีอาการกระสับกระส่าย หรือเซื่องซีม มือเท้าเย็นพร้อมๆ กับไข้ลด หน้ามืด เป็นลมง่าย หากเกิดอาการเช่นนี้ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที การป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงลายกัด 1. นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด 2. จุดยากันยุงหรือใช้ยาทาหรือยาฉีดกันยุง และควรใช้อย่างระมัดระวัง 3. ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่อับลมหรือเป็นมุมมืด มีแสงสว่างน้อย 4. หมั่นอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพราะเหงื่อจะดึงดูดให้ยุงกัดมากขึ้น วิธีควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทำได้ดังนี้ 1. กำจัด - ทำลาย - ฝัง - เผา เศษภาชนะที่ไม่ใช้ภายในบ้านและบริเวณรอบบ้านไม่ให้มีน้ำขัง 2. ควรปิดฝาโอ่งน้ำดื่ม น้ำใช้ ให้สนิท 3. ใส่ผงซักฟอกหรือน้ำส้มสายชูหรือเกลือแกงหรือขี้เถ้าหรือทรายอะเบต หรือเทน้ำเดือดลงในจานรองขาตู้ทุกสัปดาห์ 4. ใส่ปลาหางนกยูงลงในอ่างบัว ถังเก็บน้ำในห้องน้ำเพื่อกินลูกน้ำ  5. ขัดล้างภาชนะเก็บกักน้ำ เพื่อขจัดยุงลาย 6. เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ทุก 7 วัน เพื่อทำลายไข่ยุงลาย 7. ทำความสะอาดรางระบายน้ำฝนให้สะอาด 8. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบบ้าน ชุมชน ให้สะอาด การดูแลตนเอง 1. ในระยะ 2 - 3 วันแรกของการเป็นไข้ถ้ายังรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ ไม่อาเจียน ไม่ปวดท้อง ไม่มีจ้ำเลือดขึ้นและยังไม่มีอาการเลือดออกหรือภาวะช็อกเกิดขึ้น ควรปฏิบัติดังนี้ - ให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากๆ - หากมีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆและให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ผู้ใหญ่กิน 1-2 เม็ด เด็กโต ½ - 1 เม็ด เด็กเล็กใช้ชนิดน้ำเชื่อม 1- 2 ช้อนชา ถ้ายังมีไข้รับประทานซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง ห้ามให้ยาแอสไพริน โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้ง่ายขึ้น - ถ้าเป็นผู้ป่วยเด็กและเคยชัก ควรให้รับประทานยากันชักไว้ก่อน - รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก และดื่มน้ำมากๆ - เฝ้าสังเกตอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด 2. ถ้าผู้ป่วยอาเจียนมากหรือมีเลือดออกหรือมีภาวะช็อกเกิดขึ้นควรรีบส่งโรงพยาบาล เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยว ไข้เลือดออก ถึงแม้ว่าเราจะรู้สาเหตุว่า 'โรคไข้เลือออก' นั้นเกิดมาจากอะไร และควรที่จะปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลสิ่งเหล่านั้นอย่างไร แต่ก็ยังข้อมูลอีกไม่น้อยที่เป็นความเชื่อผิด รวมถึงสิ่งที่ยังไม่รู้อีกมาก วันนี้เราจะลองเอาให้ได้ทบทวนกันอีกครั้ง เพื่อให้การป้องกันไข้เลือดออกสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 1. เมื่อเป็นไข้เลือดออกแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีก จริงๆ เรื่องนี้ก็มีทั้งถูกและผิด เพราะเมื่อเป็นไข้เลือดออกครั้งแรกแล้ว ร่างกายของเราก็จะมีภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก แต่ ! เชื้อไว้รัสที่เป็นต้นตอของไข้เลือดออกนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์ หากติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้วก็จะมีภูมิคุ้มกันของสายพันธ์นั้น ถ้าหากเราติดเชื้อเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กันกับในตอนแรก ภูมิคุ้มกันที่มีก็จะป้องกันสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ได้ทั้งหมด ก็อาจทำให้เป็นไข้เลือดออกได้อีก และอาจรุนแรงกว่าเดิมมาก  2. กลุ่มอายุที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก จากเก็บรวบรวมข้อมูล ก็ยังพบว่ากลุ่มอายุที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกสูงสุด คือ กลุ่มอายุ 10 - 14 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 5 - 9 ปี , 15 - 24 ปี , 25 - 34 ปี ปิดท้ายด้วยกลุ่มอายุ 0 - 4 เดือน ซึ่งผู้ป่วยที่พบได้มากที่สุดจะเป็น นักเรียน ฉะนั้น เมื่อต้องใช้ชีวตอยู่ในโรงเรียนก็ต้องระมัดระวังไม่ให้อยู่กัด หรืออยู่ในบริเวณน้ำขังที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงได้ 3. ถึงมีผู้ป่วยมาก แต่ก็ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ รู้กันดีว่าโรคไข้เลือดออกนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งตอนนี้ทางการแพทย์ยังไม่มียาสำหรับฆ่าเชื้อให้หายได้ 100% เปอร์เซ็นต์ ทำได้เพียงรักษาไปตามอาการ ทั้งยังต้องเฝ้าระวังภาวะช็อกและเลือดออกอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์ก็จะมีหลักในการรักษา คือ ให้ยาพาราเซตามอลในระยะที่มีไข้สูง ห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้อาการเลือดออกรุนแรงขึ้น ดูการเปลี่ยนแปลงของเกร็ดเลือดเป็นระยะ และมีให้สารน้ำชดเชยเพราะผู้ป่วยจะเบื่ออาหาร มีอาการอาเจียน ทำให้ขาดน้ำและโซเดียม นอกจากนั้น ยังต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย   อ้างอิง กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข.(2544).แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคไข้เลือดออกเดงกี. กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรคติดต่อ. สีวิกา แสงธาราทิพย์ ศิริชัย พรรณธนะ. (2543). โรคไข้เลือดออก. (พิมพ์ครั้งที่ 2). พิมพ์ที่บริษัทเรดิเอชั่น จำกัด : สำนักงานควบคุมโรคไข้เลือดออกกรมควบคุมโรคติดต่อกระทรวงสาธารณสุข สุจิตรา นิมมานนิตย์. (2542). โรคไข้เลือดออก. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทย   ออกแบบโดย : งานการศึกษาต่อเนื่อง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร. 0-2201-2256-7 งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้เรียบเรียง นางรุ่งฤดี จิณณวาโส และ นางภัทราพร พูลสวัสดิ์ จัดทำโดยหน่วยแนะแนวและปรึกษาปัญหาสุขภาพ โทร. 0-2201-2520 ขอบคุณข้อมูล จาก ramaclinic และ sanook.com ไข้เลือดออก อาการไข้เลือดออก ภัยเงียบคร่าชีวิตคนนับร้อยภายในไม่กี่วัน - 18/06/2019
18/06/2019